
ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคฟุบ เอสเอ็มอีชะลอทำธุรกิจ
วชิร คูณทวีเทพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
วชิร คูณทวีเทพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือน พ.ค. 2558 พบว่า ดัชนีทุกรายการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือน พ.ค. อยู่ที่ 75.6 จากเดือน เม.ย.อยู่ที่ 76.6 ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 11 เดือน ขณะที่ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตอยู่ที่ 82.8 ลดจากเดือนเม.ย.ที่ระดับ 83.8
ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม เท่ากับ 65.0 ลดจากเดือนเม.ย.ที่ 66.0 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำ อยู่ที่ 70.3 ลดจาก 71.2 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 91.4 ลดลงจากระดับ 92.7 ในเดือน เม.ย.
ปัจจัยที่ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง เนื่องจากความกังวลต่อความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทย หลังจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับลดอัตราขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2558 จากเดิมขยายตัว 3.5-4.5% เหลือ 3-4% ต่อปี ขณะที่การส่งออกเหลือ 0.2% จากเดิมจะขยายตัว 3.5%
นอกจากนี้ ตัวเลขการส่งออกในเดือน เม.ย.ติดลบ 1.7% ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ประกอบกับราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับเพิ่มขึ้นลิตรละ 50 สตางค์ ราคาพืชผลทางการเกษตรทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ และผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าที่อยู่ในระดับสูง แม้ว่าเงินเฟ้อจะติดลบ และห่วงว่ารายได้ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับเพิ่มขึ้น
ขณะที่ผลสำรวจดัชนีความเหมาะสมในการซื้อรถใหม่ ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเดือน พ.ค.อยู่ที่ 92.9 จาก 95.3 ในเดือน เม.ย. ส่วนดัชนีความเหมาะสมในการซื้อบ้านใหม่ อยู่ที่ 66.4 ลดลงจาก 69.3 เช่นเดียวกับดัชนีความเหมาะสมการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว อยู่ที่ 66.1 ลดลงจาก 68.9
นอกจากนี้ ดัชนีความเหมาะสมในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 อยู่ที่ระดับ 51.3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่การสำรวจในเดือน ก.ค. 2548 เป็นต้นมา โดยผู้บริโภคเห็นว่าเป็นช่วงที่ไม่เหมาะสมสำหรับการทำธุรกิจถึง 60.6% เพิ่มขึ้นจากการสำรวจในเดือน เม.ย. ที่บอกว่าไม่เหมาะสม 58.3%
สำหรับผลสำรวจภาวะทางสังคมในเดือน พ.ค. ดัชนีหลายตัวลดลงเช่นเดียวกัน อาทิ ดัชนีความสุขในการดำเนินชีวิตอยู่ที่ 90.5 ลดจาก 92.3 ในเดือน เม.ย. ดัชนีความคิดเห็นต่อสถานการณ์การเมือง ลดลงจาก 92.0 มาอยู่ที่ระดับ 90.5 ในเดือน พ.ค.
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยกล่าวว่า การที่ดัชนีปรับลดลงทุกรายการ เป็นสิ่งที่น่ากังวลมากขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจแย่ลงเรื่อยๆ เพราะคนคิดว่าเศรษฐกิจไม่ดี และไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวในอนาคต แม้ว่าหลายฝ่ายจะมองว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวในครึ่งปีหลังก็ตาม แต่สัญญาณของการบริโภคอาจแผ่วไปถึงปลายเดือน ก.ค.ถึงต้นเดือน ส.ค.
“ดัชนีชี้วัดการจับจ่ายใช้สอยปรับลดลงทุกตัว โดยเฉพาะความเหมาะสมในการทำธุรกิจอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 และต่ำสุดในรอบ 10 ปี ซึ่งจุดนี้จะทำให้มนุษย์เงินเดือน เกษตรกร และผู้ใช้แรงงานจะเข้าสู่วงจรมีรายได้น้อยและสุ่มเสี่ยงในการก่อหนี้เพิ่มขึ้น และกลับไปเป็นวงจรปัญหาเดิมๆ เหมือนที่ผ่านมา” ธนวรรธน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ภาครัฐควรจะต้องเร่งดำเนินการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง คือ การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ท้องถิ่นให้มากที่สุด และทำให้เม็ดเงินสะพัด หากทำได้ ความเชื่อมั่นของประชาชนในการบริโภคจะกลับมาได้เร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม ธนวรรธน์ เห็นว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่ ภาวะเงินฝืดแม้อัตราเงินเฟ้อจะติดลบต่อเนื่องกัน 5 เดือน แต่เป็นเพียงภาวะเงินฝืดในทางเทคนิคเท่านั้น เพราะปัจจุบันกำลังซื้อจากประชาชนยังคงมีอยู่ ซึ่งหากจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืดนั้น นอกจากอัตราเงินเฟ้อจะต้องติดลบต่อเนื่องกันอย่างน้อย 6 เดือนแล้ว กำลังซื้อจะต้องหายไปด้วย และนั่นจึงจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืดที่น่ากลัว







