posttoday
ทิศทางการบินไทย หลังการแจ้งเตือนของ ICAO

ทิศทางการบินไทย หลังการแจ้งเตือนของ ICAO

04 มิถุนายน 2558

โดย...ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (อีไอซี)

โดย...ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (อีไอซี)

ตามที่มีกระแสข่าวความเป็นไปได้ที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO จะปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือด้านความปลอดภัยของกรมการบินพลเรือนไทย อาจส่งผลต่อเนื่องให้สถาบันประเมินมาตรฐานอื่นๆ ทำการทบทวนมาตรฐานด้านความปลอดภัยทางการบินของไทย  ดังจะเห็นได้จาก US FAA ขอเข้าตรวจสอบและประเมินไทยในเดือน ก.ค.ที่จะถึงนี้

อีไอซีแนะนำว่าภาครัฐและภาคเอกชนควรร่วมมือกันเพื่อวางแผนแก้ไขจุดบกพร่องให้ทันท่วงที จะช่วยให้เกิดความมั่นใจต่อสายการบินและมาตรฐานการบินของประเทศได้อย่างแน่นอน เนื่องจาก ICAO ได้แจ้งเตือนการพิจารณาปรับลดสถานะความปลอดภัยเป็นการล่วงหน้า ถ้าหากถูกปรับลดสถานะด้านความปลอดภัยแล้วอาจต้องใช้เวลานานไม่ต่ำกว่า 4 ปี เพื่อคืนสถานะกลับมา  จากตัวอย่างในอดีต เช่น ฟิลิปปินส์ อิสราเอล และอินเดีย ที่ใช้เวลาโดยเฉลี่ย 4 ปี ในการเลื่อนอันดับมาเป็นประเภท 1

แนวทางแก้ปัญหาของไทย หนึ่งแนวทางที่กรมการบินพลเรือนได้ดำเนินการ คือ การคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมการบินเพื่อเข้าร่วมพิจารณาแผนการแก้ไข ปรับปรุงเพื่อนำเสนอต่อ ICAO ในเดือน ก.ค.นี้ คาดว่าสายการบินที่ให้บริการในประเทศไทยทั้งหมด 44 แห่ง จะได้รับการออกใบรับรองตามมาตรฐาน ICAO ฉบับใหม่หลังจากนั้น รวมทั้งมีการพิจารณาออกใบอนุญาตให้สายการบิน 7 แห่ง ให้สามารถขนส่งวัตถุอันตรายทั้งภายในและระหว่างประเทศได้ด้วย ในส่วนของมาตรการแก้ไขของภาคเอกชน สายการบินชั้นนำของไทย 4 แห่ง (การบินไทย บางกอกแอร์เวย์ส นกแอร์ และไทยแอร์เอเชีย) ได้ร่วมกันระดมเงินทุนจำนวน 17 ล้านบาท เพื่อการจัดจ้างที่ปรึกษาทางการบินต่างชาติเพื่อจัดการอบรมและให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคต่อกรมการบินพลเรือนไทยและสายการบินที่จดทะเบียนในประเทศไทย ทั้งนี้ ผลสำเร็จของความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชนของไทยดังกล่าว จะปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนเมื่อ ICAO นำเสนอรายงานฉบับสมบูรณ์ และ US FAA เริ่มการตรวจสอบในเดือน ก.ค.ที่จะถึงนี้

ทั้งนี้ หากไทยถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือจากสถาบันการบินนานาชาติ จะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความนิยมต่อสายการบินของไทย และต่อเนื่องไปยังต้นทุนการดำเนินงานที่จะสูงขึ้น นอกจากนี้ สายการบินไทยจะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นจากการเข้ามาของสายการบินต่างชาติ โดยสายการบินเช่าเหมาลำจะเป็นกลุ่มที่เสียเปรียบมากที่สุด เนื่องจากจะต้องได้รับการอนุมัติการบินเป็นรายกรณี ในขณะที่สายการบินที่ให้บริการแบบเต็มรูปแบบ และสายการบินต้นทุนต่ำที่ให้บริการเส้นทางระยะกลาง (Medium Haul) อาจมีข้อจำกัดในการขยายกิจการในอนาคต เนื่องจากไม่สามารถเพิ่มเที่ยวบินหรือเส้นทางบินใหม่ได้ โดยมีเพียงสายการบินต้นทุนต่ำที่ให้บริการภายในประเทศเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

สำหรับผลกระทบต่อผู้โดยสารจะมีผลเพียงเล็กน้อย  อีไอซีคาดว่าผู้โดยสารจะยังคงได้รับผลประโยชน์จากราคาตั๋วเครื่องบินที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากการแข่งขันในปัจจุบันที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ สนามบินภายในประเทศและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย เนื่องจากสายการบินอื่นๆ สามารถเข้ามาทดแทนบริการของสายการบินของไทย ดังกรณีของฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียที่ถูกปรับลดอันดับความปลอดภัยด้านการบิน แต่กลับพบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว โดยนักท่องเที่ยวจากทวีปยุโรปเดินทางเข้าอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นถึง 10% ต่อปี ในช่วงที่ EASA ได้สั่งห้ามสายการบินทะเบียนอินโดนีเซียบินเข้ายุโรป เป็นต้น

และแม้ว่าจะพ้นจากการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือจาก ICAO ก็ยังไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะยังมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดมาตรฐานด้านความปลอดภัยจากสถาบันอื่นๆ กรณีอินโดนีเซียเป็นบทเรียนที่น่าสนใจ ที่แม้ว่า ICAO จะตัดสินใจไม่ปรับลดสถานะความปลอดภัยทางการบินของอินโดนีเซียเป็นกลุ่มประเทศที่มีข้อบกพร่องอย่างมีนัยสำคัญด้านความปลอดภัย หรือ Significant Safety Concern : SSC แต่ก็ไม่สามารถยับยั้งการปรับลดอันดับของ US FAA และ EASA ได้ โดยในปัจจุบันสายการบินของอินโดนีเซียส่วนใหญ่ไม่ได้รับอนุญาตให้บินเข้าน่านฟ้าของสหภาพยุโรป

“ไทยควรตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากมีการปรับลดอันดับความปลอดภัยทางการบินและเตรียมพร้อมรับมือ บทเรียนของฟิลิปปินส์ทำให้เห็นว่าการคืนสถานะสามารถทำได้ แต่อาจต้องใช้เวลา โดยฟิลิปปินส์ใช้เวลาถึง 4 ปี ในการปรับปรุงมาตรฐานการบินเพื่อให้ ICAO ยกเลิกสถานะ SSC ในขณะเดียวกันการเลื่อนอันดับเป็นประเภท 1 ของ US FAA ใช้เวลาถึง 6 ปี” อีไอซีระบุ

ก่อนหน้านี้ Philippine Airlines ได้จัดจ้างที่ปรึกษาด้านการบินจากสหรัฐ เพื่อจัดการอบรมและให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิคแก่สถาบันการบินพลเรือนของประเทศ (CAAP) ตลอดจนจัดทำแผนงานดำเนินงานของ CAAP ที่จะรับรองผลการปฏิบัติงานที่มีความสอดคล้องกับมาตรฐาน ICAO โดยแผนงานดังกล่าวรวมถึงการจัดทำคู่มือการตรวจสอบ ข้อแนะนำเชิงเทคนิค และการปรับปรุงกฎระเบียบการบินพลเรือนของฟิลิปปินส์ด้วย โดยการจัดจ้างที่ปรึกษาในกรณีนี้ CAAP ไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายใดๆ เนื่องจาก Philippine Airlines เป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของ CAAP และที่ปรึกษาในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของอุตสาหกรรมการบินของฟิลิปปินส์ ส่งผลให้ ICAO ยกเลิกสถานะกลุ่มประเทศที่มีข้อบกพร่องอย่างมีนัยสำคัญด้านความปลอดภัยของประเทศฟิลิปปินส์ในปี 2013 หรือภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี หลังจากการจ้างที่ปรึกษาดังกล่าว โดยการเลื่อนอันดับครั้งนั้นทำให้รายได้สายการบินฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นถึง 36% ระหว่างปี รวมทั้งสถานะทางการเงินอาจได้รับผลกระทบดังที่ปรากฏในกรณีสายการบินฟิลิปปินส์ที่รายได้เติบโตในอัตราเฉลี่ยสะสมเพียง 0.3% ต่อปี ในระหว่างปี 2008-2013

“ในอดีตสายการบินฟิลิปปินส์ได้สูญเสียฐานลูกค้าให้กับคู่แข่งที่เป็นสายการบินต่างชาติและสายการบินต้นทุนต่ำที่ให้บริการในเส้นทางเดียวกัน จนทำให้สัดส่วนของผู้ใช้บริการต่างชาติของสายการบินฟิลิปปินส์ลดลงมากกว่า 9% จาก 33% ในปี 2005 เหลือเพียง 24% ในปี 2013 นอกจากนี้ อัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมของผู้ใช้บริการต่างชาติหลังการปรับลดอันดับในช่วงปี 2010-2013 ยังลดลงอย่างชัดเจน จนเหลือน้อยกว่า 2% ต่อปี ในขณะที่ก่อนการปรับลดอันดับในช่วงปี 2005-2008 บริษัทมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมสูงกว่า 5% ต่อปี อย่างไรก็ดี ผลกระทบดังกล่าวไม่เป็นที่น่าแปลกใจ เนื่องจากความปลอดภัยเป็นปัจจัยสำคัญที่ลูกค้าพิจารณาเลือกใช้บริการสายการบิน”

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69