
เปิดเวทีแม่น้ำ 3 สาย โชว์ผลงาน-สมานรอยร้าว
น่าประหลาดใจไม่น้อยกับการเปิดเวทีสัมมนาร่วมกันของแม่น้ำ 3 สาย ระหว่าง “คณะรัฐมนตรี-สภานิติบัญญัติแห่งชาติ-สภาปฏิรูปแห่งชาติ”
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
น่าประหลาดใจไม่น้อยกับการเปิดเวทีสัมมนาร่วมกันของแม่น้ำ 3 สาย ระหว่าง “คณะรัฐมนตรี-สภานิติบัญญัติแห่งชาติ-สภาปฏิรูปแห่งชาติ” เพื่อรับฟังผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของรัฐบาลในรอบ 1 ปี ที่อาคารรัฐสภาในวันนี้ โดยมี สนช.เป็นเจ้าภาพเลี้ยงดูปูเสื่อทั้งในเรื่องสถานที่และข้อมูล
ในเอกสารที่เป็นการแจ้งถึงกำหนดการประชุมได้ระบุหลักการและเหตุผล รวมไปถึงวัตถุประสงค์ของการจัดสัมมนาดังกล่าวว่า “เพื่อให้สมาชิก สนช.และสมาชิก สปช.ได้รับฟังผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของรัฐบาล และเพื่อให้สมาชิก สนช.และสมาชิก สปช. และรัฐบาลได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น มุมมองประสบการณ์เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน การพัฒนาและปฏิรูปประเทศให้มีความยั่งยืน”
ตามคิวในวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จะกล่าวสรุปผลการทำงานของรัฐบาล 30 นาที ต่อด้วยรองนายกรัฐมนตรี 4 คน คนละ 30 นาที จากนั้นให้สมาชิกทั้งสองสภาอภิปรายเสนอแนะต่อไป ซึ่งอาจจะมีการชี้แจงและให้ข้อมูลจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องระหว่างการประชุมด้วย
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้การพบกันของแม่น้ำ 3 สายเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย คือ รัฐบาลไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนี้
ถ้ายังจำกันได้ เมื่อครั้ง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ และตั้ง ครม.ใหม่ๆ ในช่วงแรกเมื่อปี 2557 ก็ได้มีการแถลงนโยบายของ ครม.ต่อ สนช. ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ไม่ได้ระบุพิธีกรรม
ดังกล่าวเอาไว้ ต่างจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ซึ่งบัญญัติให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนเริ่มการบริหารราชการแผ่นดิน
ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน รัฐบาลเองก็ไม่มีความจำเป็นต้องขอให้ สนช.เป็นเจ้าภาพเปิดเวทีแถลงผลงานในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา เพราะถึงอย่างไรเสียรัฐบาลและ คสช.สามารถเรียก สนช.และ สปช.มาประชุมร่วมกันได้ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน โดยไม่จำเป็นต้องขอแรง สนช.เปิดห้องประชุมใหญ่เพื่อจัดสัมมนา อันเป็นสมือนหนึ่งการแถลงผลงานต่อรัฐสภาของรัฐบาลพลเรือนปกติตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550
ภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้ จึงมองได้ว่าการสัมมนาครั้งนี้รัฐบาลมีเป้าหมายในทางการเมืองอย่างน้อย 2 ประการ
1.แถลงผลงานรัฐบาลต่อสาธารณชนแม้ว่าการใช้ห้องประชุมสภาแถลงผลงานของรัฐบาลจะไม่มีการถ่ายทอดสดสู่สาธารณะผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยและสถานีโทรทัศน์รัฐสภา แต่ย่อมเป็นที่จับจ้องของสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าว ซึ่งแน่นอนว่าสื่อมวลชนต้องให้ความสนใจและพร้อมจะมอบพื้นที่ให้เพื่อเผยแพร่เนื้อหาการพบกันของแม่น้ำ 3 สาย
ต้องไม่ลืมว่า ผ่านมา 1 ปีเสียงที่เคยชื่นชมเริ่มเป็นเสียงติติง สะท้อนให้เห็นจากผลโพลหลายสำนักที่ระบุตรงกันว่า ประชาชนยังสนับสนุนการทำงานของ คสช.แต่ไม่ค่อยพอใจกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของ คสช.เท่าไหร่นัก รัฐบาลจึงหวังใช้เวทีนี้ประชาสัมพันธ์แนวทางการทำงาน และให้ สนช. สปช.ใช้คอนเนกชั่นที่แต่ละคนมีไปทำความเข้าใจกับประชาชน
2.ประสานรอยร้าว นับตั้งแต่มี ‘ครม.-สนช.-สปช.’ ขึ้นมา ต้องยอมรับว่าได้ถูกตั้งความหวังไว้สูงว่าจะสามารถเดินหน้าปฏิรูปประเทศผ่านการออกกฎหมายนอกเหนือไปจากการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อย่างเป็นระบบ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ขั้นตอนการพิจารณากฎหมายตามสถานการณ์ปกติ
แต่มาถึง ณ เวลานี้ กลับมีคำถามตัวใหญ่ๆ ขึ้นมาว่า แม่น้ำทั้งสามสายนี้ได้ทำงานอย่างที่ว่านั้นเป็นที่น่าพอใจหรือยัง
ข้อมูลจากฝ่ายเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สนช. ณ วันที่ 2 มิ.ย. ระบุว่า มีร่าง พ.ร.บ.ที่ สนช.ให้ความเห็นชอบแล้วจำนวน 90 ฉบับ และประกาศราชกิจจานุเบกษาไปแล้ว 69 ฉบับ กฎหมายต่างๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่มีต้นทางมาจากรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ ยังไม่มีกฎหมายที่เสนอเข้ามา สนช.ด้วยช่องทางพิเศษจาก สปช. แม้ว่ามาตรา 31 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ได้เปิดทางเอาไว้
เทียบบัญญัติไตรยางค์ 1 ปี มีกฎหมายออกมา 69 ฉบับ แสดงว่าเวลาอีกกว่า 1 ปีที่เหลือก่อนถึงการเลือกตั้งกลางปี 2559 หากยังทำงานบนรูปแบบเช่นนี้จะมีกฎหมายออกมาเพิ่มเติมอย่างมากที่สุด 100 ฉบับรวมไม่เกิน 200 ฉบับเท่านั้น ซึ่งเท่ากับว่าไม่เป็นไปตามเป้าที่ คสช.ได้วางเอาไว้ที่ 300 ฉบับ เพื่อให้เกิดการปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ท่อส่งกฎหมายจาก สปช.ไปยัง สนช.ตันอยู่ คือ ความไม่ลงรอยกันภายในของ สปช. ต่างฝ่ายต่างต้องการให้กฎหมายออกมาเป็นไปแนวทางของตัวเอง เห็นได้จากการปฏิรูปตำรวจที่ สปช.ต้องชะลอวาระการปฏิรูปเรื่องนี้เอาไว้ก่อน
ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ เวทีที่แม่น้ำ 3 สายกำลังมาพบกันจะเป็นโอกาสที่ดีที่รัฐบาลจะได้ประกาศแนวทางการทำงานในอนาคต เพื่อให้ประชาชนเห็นถึงความตั้งใจในการทำงานของรัฐบาล พร้อมๆ กับได้ส่งสัญญาไปยัง สปช. สนช. หรือแม้แต่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้สลายความขัดแย้งที่อยู่ในใจ เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดผลสัมฤทธิ์ก่อนที่จะหมดเวลาและอำนาจ







