
มือปราบค้ามนุษย์ "หยุดการค้าโรฮีนจาได้แล้ว"
"ผมไม่ได้หวังเพื่อให้โลกสากลต้องยกระดับความน่าเชื่อถือของประเทศ แต่ทำเพื่อยกระดับจิตใจของสังคม เพื่อให้เห็นว่าชีวิตของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุด"
โดย...เอกชัย จั่นทอง/กันติพิชญ์ ใจบุญ
“คนเหมือนกัน มันไม่น่าทำกันได้ขนาดนี้”
คำพูดเปิดฉากวงสนทนาของหัวหนัาพนักงานสอบสวนคดีค้ามนุษย์โรฮีนจา “บิ๊กเอก” พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ที่รับผิดชอบด้านการค้ามนุษย์ คำพูดที่ว่ามาพร้อมสายตาเวทนา
เวทนาอย่างไร รุนแรงแค่ไหนถึงทำให้นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่อย่าง พล.ต.อ.เอก ถึงกับต้องสะเทือนใจ และคดีความการจัดการเครือข่ายค้ามนุษย์รุดหน้าไปแค่ไหนแล้ว รวมถึงคำถามอีกมากมายจากสังคมว่าประเทศไทยจะหลุดพ้นว่าเป็นพื้นที่ค้ามนุษย์ไปได้หรือไม่ วันนี้ พล.ต.อ.เอก มีคำตอบให้
พล.ต.อ.เอก ให้ความเห็นถึงสถานการณ์การค้ามนุษย์โรฮีนจาในขณะนี้ว่า การทำงานของตำรวจและหน่วยงานอื่นๆ ที่เข้ามาช่วยเหลือถือว่าสกัดกั้นการค้าชาวโรฮีนจาให้หยุดนิ่งได้แล้ว เพราะตำรวจใช้กฎหมายทุกอย่างที่มีอยู่และเอื้อต่อการเอาผิดของกลุ่มขบวนการผู้ต้องหาอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะกฎหมายการฟอกเงินที่ยึดทรัพย์ทั้งหมดของผู้ต้องหา จุดนี้เองที่ทำให้เกิดความขยาดของขบวนการต่างๆ ให้หยุดเคลื่อนไหว
ด้วยว่าการติดคุกยังมีวันออกมารับอิสรภาพ แต่การยึดทรัพย์ย่อมหมายถึงหมดตัว จึงเป็นตัวอย่างชั้นดีให้ผู้ต้องหา และผู้ที่จ้องจะกระทำความผิดได้เห็นกัน นอกจากนี้ พล.ต.อ.เอก เสริมว่า ยังเพิ่มข้อหาเป็นอาชญากรรมข้ามชาติเพิ่มเข้าไปอีก เพื่อให้เอาผิดอย่างเข็ดหลาบที่สุด
“เราใช้ทุกช่องทางในการเอาผิดผู้ต้องหา ทุกอย่างที่มีในมือผมดันออกมาใช้ให้หมด แต่ยอมรับว่าปัญหามันสะสมมานาน โดยเฉพาะเมื่อปี 2556 จะมีการเคลื่อนไหวของขบวนการมากที่สุด เพราะตำรวจส่วนใหญ่ก็ไม่อยู่ในพื้นที่ ต้องมาดูแลม็อบในกรุงเทพฯ”
พล.ต.อ.เอก บอกว่า การหยุดขบวนการให้หยุดนิ่งนอกจากการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นแล้ว แผนการทำงานก็ต้องกระชับ เริ่มจากคดีความที่วางแผนต้องรุดหน้ามากที่สุดเพื่อหาหลักฐานเอาผิดจนออกหมายจับผู้ต้องหาไปแล้ว 77 คน และตามจับกุมรวมถึงที่มามอบตัว 46 คน มีอีก 31 คนที่ยังหลบหนี ซึ่งทั้งหมดยังคงอยู่ในประเทศไทย
ขณะที่คดีความก็ต้องรุดหน้า การวางกำลังป้องกันในจุดอ่อนตามแนวชายแดนที่เป็นช่องทางการเคลื่อนขบวนการค้ามนุษย์ก็ต้องปิดและเข้มงวดมากขึ้นเช่นกัน โดยสนธิทหารและฝ่ายปกครองเพื่อปิดช่องโหว่ตามแนวชายแดนทั่วประเทศ โดยเฉพาะ จ.ระนอง ที่เป็นพื้นที่หลักของเครือข่ายค้าโรฮีนจา นี่คือการป้องกันและปราบปรามที่เดินหน้าควบคู่กันอย่างเข้มข้น จนได้ผลชัดว่าขบวนการค้ามนุษย์จากต่างประเทศได้หยุดลงแล้ว
พล.ต.อ.เอก ย้ำว่า 3 หัวใจหลัก คือ ดำเนินคดี ปราบปราม และป้องกัน ระยะเวลา 2 สัปดาห์จึงสัมฤทธิผลว่าเราเดินมาถูกทาง กระนั้นก็ต้องยอมรับว่าการช่วยเหลือและการคัดแยกเหยื่อโรฮีนจานั้น ทรัพยากรของประเทศมีข้อจำกัด ประเทศไทยยังไม่พร้อมจะช่วยเหลือไปไกลถึงขนาดที่ว่าจะช่วยเหลือให้ไปอยู่ประเทศที่สาม ตามที่เหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ต้องการได้
“เราต้องคัดเหยื่อ บางคนสมัครใจหลบหนีมา ก็ต้องสอบสวนเพราะนี่คือผู้ต้องหาหลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ต้องเอาผิดและลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมของเรา แต่ถ้าหากเขาเป็นเหยื่อ ถูกล่อลวงมาก็ต้องช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม ต้องเอาคนผิดคนที่กระทำกับเขามารับโทษ”รอง ผบ.ตร. ว่าเอาไว้
ให้โลกรู้ว่าเอาจริง
กระนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเพราะปัญหาค้าชาวโรฮีนจาที่สะสมมานาน การหลับตาข้างหนึ่งหรือการแบมือรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เครือข่ายผู้ต้องหาเดินหน้าจะต้องมี ซึ่ง พล.ต.อ.เอก ก็ยอมรับว่าจริง เพราะที่ผ่านมาการโยกย้ายนายตำรวจในพื้นที่เกิดขึ้นทุกปี การไม่ใส่ใจปัญหาจึงอาจจะมีบ้าง แต่เมื่อหลักฐานที่ปรากฏสาวไปถึงใครแล้ว ก็ต้องดำเนินคดีอย่างไม่ละเว้น ล้วนว่าทั้งหมดทำให้ประเทศชาติเสียหาย รวมทั้งตัวผู้ต้องหาที่ต่อยอดทำเป็นเครือข่ายเป็นขบวนการด้วยเช่นกัน
แต่อย่างไร เมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้วก็ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้ ตำรวจจึงต้องเดินหน้าเก็บกวาดเพื่อให้บ้านเมืองเรียบร้อยมากที่สุด สำหรับ พล.ต.อ.เอก ที่ลงพื้นที่ปักหลักในภาคใต้เพื่อไขความกระจ่างคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจาให้ได้ บอกว่า ผลสัมฤทธิ์ที่รุดหน้าอย่างมากในขณะนี้เกิดจากการบูรณาการร่วมกันของเจ้าหน้าที่ แต่ก็ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำเพื่อให้ไทยลดระดับการถูกจัดอันดับประเทศค้ามนุษย์ให้ได้
พล.ต.อ.เอก บอกว่า ประเทศไทยถูกจัดอันดับอย่างร้ายแรง คือ เป็นแหล่งต้นทาง หรือแหล่งผลิต ซึ่งปัญหาระยะแรกคือการชักจูงเด็กและสตรีจากพื้นที่ที่ยากจน หรือจากประเทศเพื่อนบ้าน มาค้าบริการทางเพศ รวมถึงการเป็นปลายทางของการค้ามนุษย์ ในการขายบริการทางเพศในพื้นที่ซึ่งมีความเจริญทางเศรษฐกิจสูงกว่า และท้ายสุดประเทศไทยเป็นเส้นทางผ่านไปยังประเทศที่สาม เช่น ปัญหาโรฮีนจาอย่างที่เห็นและทราบกันอยู่ในขณะนี้
จากโจทย์ที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้สากลโลก ถูกประยุกต์ใช้กับตำรวจโดยเน้นหนักในเรื่องของ “ท้องที่” ซึ่งตำรวจโรงพักจะต้องเป็นหลักในการปฏิบัติหน้าที่แข็งขันเพื่อให้ประสบผลสำเร็จ โดยยุทธศาสตร์จากนี้ถูกกำหนดขึ้นโดย “บิ๊กเอก” มอบหมายแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ คือ การสกัดกั้น การตรวจสอบ การคัดแยกเหยื่ออย่างจริงจัง รวมไปถึงการช่วยเหลือในด้านต่างๆ ตลอดจนถึงขั้นตอนสุดท้าย ได้แก่ การส่งกลับไปยังพื้นที่หรือประเทศของเหยื่ออย่างปลอดภัย
รายงานการค้ามนุษย์จากประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ Trafficking in Persons (TIP Report) ที่ไทยถูกจัดอันดับอยู่ในขั้นร้ายแรง พล.ต.อ.เอก มองเรื่องนี้ว่า เป็นเพราะที่ผ่านมาทำให้คนทำรายงานมองประเทศไทยได้ว่าไม่จริงจังในการแก้ไขปัญหา ทั้งไม่ดำเนินคดีกับไต้ก๋งเรือที่ทำผิด หรือเจ้าหน้าที่ที่ทุจริต การไม่คุ้มครองเหยื่อและพยาน และการไม่คัดแยกเหยื่อกับผู้ที่หลบหนีเข้าเมืองออกจากกัน แต่ใช้วิธีผลักดันออกนอกประเทศ ทำให้เหยื่อต้องกลายเป็นเหยื่อซ้ำอีกและเข้าสู่รูปแบบการล้างแค้น
“คดีโรฮีนจาเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นกันว่า ชั่วโมงนี้ เวลานี้ เราจริงจังแค่ไหน นับตั้งแต่พบหลุมฝังศพที่รอยต่อ จ.สงขลา กับพื้นที่ข้างเคียง ตำรวจก็สืบสวนสอบสวนและดำเนินการกับผู้กระทำความผิดอย่างจริงจัง เราใช้เทคนิคการสอบสวนทุกอย่างที่มีเพื่อเอาตัวคนผิดมาลงโทษ และรายชื่อของผู้ต้องหาในคดีนี้ก็ไม่ใช่ปลาซิวปลาสร้อย แต่มีทั้งข้าราชการของรัฐและเจ้าหน้าที่ ซึ่งเราเอาจริง” พล.ต.อ.เอก ย้ำด้วยน้ำเสียงขึงขัง
กระนั้น พล.ต.อ.เอก อธิบายถึงเส้นทางการเข้าฝั่งไทยของชาวโรฮีนจา พบว่า ส่วนใหญ่จะเลือกขึ้นฝั่งที่ จ.ระนอง เป็นหลัก เพราะเป็นชัยภูมิที่ดี มีเกาะแก่งมากมายเหมาะแก่การอำพรางเคลื่อนย้าย จากนั้นขบวนการก็จะเลือกเข้าพื้นที่เพื่อต่อยอดไปยังประเทศมาเลเซียทั้งฝั่งอันดามัน ที่จะเคลื่อนด้วยรถยนต์ไปยัง จ.พังงา และเข้าพักพิงที่ อ.ปาดังเบซาร์ จ.สงขลา ส่วนฝั่งอ่าวไทยหากออกจาก จ.ระนอง แล้ว จะพักกันที่ จ.สุราษฎร์ธานี ก่อน และเคลื่อนพลมารวมกันที่ อ.ปาดังเบซาร์ เช่นกัน จำนวนชาวโรฮีนจานี้ หากใครมีเงินหน่อยก็จะส่งต่อไปยังประเทศมาเลเซียให้ แต่หากไม่มีเงินก็จะถูกกักตัวเรียกค่าไถ่จากญาติ หากไม่ให้ก็จะมีการทำร้ายร่างกายเพื่อให้เห็นเป็นตัวอย่าง
“ลูกเด็กเล็กแดงก็โดนหมด เขาทุบเขาตี บางคนเดินไม่ได้เลยก็มี พวกขบวนการต้องเรียกค่าไถ่ส่วนหนึ่งก็แบ่งเป็นค่าเลี้ยงดู บ้างก็ขู่เข็ญเอาเงินเพิ่มขึ้น ผมไปเจอไปสอบสวนก็สะเทือนใจ เพราะเราก็มีลูกหลานเหมือนกัน คนด้วยกันมันไม่น่าทำกันอย่างนี้” พล.ต.อ.เอก ย้ำ
สาวถึงใครจะรวบหมด
สำหรับในส่วนของผู้ต้องหาแล้ว โดยเฉพาะกับ “โกโต้ง” หรือ ปัจจุบัน อังโชติพันธุ์ ที่ว่ากันว่าเป็นหัวใจหลักของขบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจา แม้จะเข้ามอบตัวกับตำรวจแล้ว แต่ด้วยอิทธิพลในพื้นที่ จ.สตูล ที่มากล้นของเจ้าตัว ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่ากฎหมายอาจเอาผิดชายผู้นี้ไม่ได้ แต่ พล.ต.อ.เอก ยืนยันว่า ทุกอย่างเชื่อมโยงไปถึงเขา และมีหลักฐานการกระทำความผิดชัดเจนตำรวจจึงออกหมายจับได้ และ “โกโต้ง” ผู้นี้ไม่น่าจะรอดจากความผิดที่ก่อขึ้น
พล.ต.อ.เอก เล่าถึงผู้ต้องหารายสำคัญคนนี้ว่า เมื่อเข้ามามอบตัวและสืบสาวไปยังหลายคดี ก็พบกับภาวะน้ำลดตอผุด ด้วยว่ามีอีกหลายคดีที่ปัจจุบัน หรือโกโต้งเข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งสร้างอิทธิพลในพื้นที่ บุกรุกวนอุทยานของรัฐ รวมถึงการฆาตกรรมหักหลังผลประโยชน์ในขบวนการค้ามนุษย์ด้วย แม้เจ้าตัวจะให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาซึ่งถือว่าเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่หลักฐานของตำรวจก็ชัดเจนที่จะดำเนินคดีเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.เอก แบ่งรับแบ่งสู้กับคำถามที่ว่ามีทหารเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้หรือไม่ ซึ่งคำตอบคือในขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่ามีทหารทุกสังกัดเข้าไปยุ่งเกี่ยว แม้จะมีหลักฐานปรากฏตามสื่อมวลชนที่อาจมีการเชื่อมโยงไปยังทหารยศนายพลนายหนึ่ง ซึ่งตำรวจเองก็ไม่สามารถจะชี้ชัดได้ว่ามีส่วนกระทำความผิด ด้วยว่าไม่มีหลักฐานในชั่วยามนี้
“หากมีผมก็จับอยู่แล้วครับ หากหลักฐานสาวไปถึง เพราะ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ผมทำงานอย่างเต็มที่ อีกอย่าง พล.ต.อ.สมยศ ประกาศเอาไว้แล้วว่าใหญ่แค่ไหนก็จะจับ ดังนั้นไม่ต้องกังวลหากมีหลักฐานเชื่อมโยง ผมจับทันที”คำยืนยันจาก พล.ต.อ.เอก
เหนืออื่นใดแล้ว การทำงานของตำรวจที่ต้องเร่งปราบเร่งปรามเร่งดำเนินคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจา สำหรับ พล.ต.อ.เอก ย้ำว่าไม่ได้หวังเพื่อให้โลกสากลต้องยกระดับความน่าเชื่อถือของประเทศ แต่ทำเพื่อยกระดับจิตใจของสังคม เพื่อให้เห็นว่าชีวิตของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุด ไม่มีใครมาพรากสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นคนได้ และตำรวจจะทำจริงจังเพื่อให้การค้าเพื่อนมนุษย์ด้วยกันต้องหมดไปจากเมืองไทย
ล้างภาพผลประโยชน์
เรื่องของการค้ามนุษย์ การนำคนลงมาเป็นทาสแรงงาน การเอารัดเอาเปรียบ และแสวงหาผลประโยชน์จากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทั้งบังคับขอทาน เลยเถิดไปถึงย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นคนด้วยการบังคับให้ค้าประเวณี และหนักสุดถึงขนาดที่ต้องฆาตกรรมกัน นับเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมศิวิไลซ์ที่มนุษย์เรียกตัวเอง
พล.ต.อ.เอก บอกเล่าว่า รัฐบาลและตำรวจที่เร่งทำงานในทุกวันนี้กับคดีค้ามนุษย์นั้น ไม่ได้ทำเพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากการจัดอันดับประเทศค้ามนุษย์ แต่ทุกอย่างล้วนเพื่อหน้าที่และคำว่ามนุษยธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง รวมถึงสร้างสังคมเมืองไทยให้น่าอยู่ โอบอ้อมอารี และที่สำคัญคือต้องเคารพเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง
“แน่นอนว่าการประเมินของสหรัฐในเดือน มิ.ย.นี้ จะมีผลอย่างไรหรือนั้นเราคงไปคิดแทนกันไม่ได้ แต่แน่นอนว่าความจริงจังในการทำงานเพื่อแก้ปัญหาค้ามนุษย์ก็ต้องเพื่อปลดล็อกประเทศของเราให้หลุดพ้นจากการตราหน้าว่าเอารัดเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน”
รอง ผบ.ตร.ที่เข้ามารับผิดชอบดูแลด้านการค้ามนุษย์ ยืนยันว่าเรื่องนี้ตำรวจจะสานต่อการทำงานที่ได้วางเอาไว้ แม้ว่าตนเองจะเกษียณไปหรือเปลี่ยนหน้าที่ดูแล แต่การดำเนินการก็ต้องเดินหน้าต่อ เพื่อแสดงให้เห็นว่าตำรวจเอาจริง และจะไม่ทำแบบไฟไหม้ฟางเฉกเช่นที่ผ่านมา หรือลูบหน้าปะจมูก หรือแม้แต่การทำงานเพื่อเอาหน้าแบบผักชี
“ผมไม่เอา ผมไม่อยากให้ประชาชนมาเชื่อว่า ดูสิ เดี๋ยวตำรวจก็เลิกเอาจริงแล้ว และกลับไปมีผลประโยชน์อย่างเดิมอีก เราต้องผ่าตัดแนวคิดนี้ และรื้อฟื้นหัวใจความเป็นมนุษย์ของเราให้มันมั่นคงถาวร ไม่ย่อหย่อน หรือหลงติดกับดักของผลประโยชน์ที่ได้มาเพราะความทุกข์ยากและทำลายศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอีกต่อไป” “บิ๊กเอก”ย้ำ
พล.ต.อ.เอก บอกอีกว่า ตำรวจไม่ได้ต้องการได้หน้าอะไรกับงานชิ้นนี้หากสัมฤทธิผลเป็นที่ประจักษ์แล้ว แต่ต้องการให้เกิดอานิสงส์แก่สังคม ให้ประเทศหลุดพ้นจากการจัดอันดับค้ามนุษย์ เพื่อให้ทุกอย่างมันเดินหน้าต่อไป ทั้งเรื่องเศรษฐกิจที่ต้องรุดหน้า ไม่ถูกตัดสิทธิทางการค้า หรือผลพวงจากตรงนี้ก็ได้ประโยชน์ต่อเพื่อนตำรวจให้ได้ไปศึกษาดูงานต่างประเทศ เพื่อนำประโยชน์และความรู้กลับมาพัฒนางานของประเทศเรา โดยไม่ต้องลงทุนกับทรัพยากรหรืองบประมาณที่มีจำกัดของเราเอง เหล่านี้คืออานิสงส์ที่เราหวังเอาไว้ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อประเทศชาติโดยรวม
“สิ่งที่ตำรวจทำในวันนี้ เราไม่ได้คิดแต่เพียงว่าต้องทำต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลเท่านั้น แต่เราทำเพื่อให้เกิดความสำเร็จตามหน้าที่ และเหนืออื่นใดคือประเทศชาติต้องได้ประโยชน์ ประเทศไทยต้องมั่นคง เศรษฐกิจเราจะมั่งคั่งมีเสถียรภาพ และภาพลักษณ์ของประเทศได้รับการสรรเสริญว่าเป็นสังคมที่น่าอยู่ น่าลงทุน เพราะเราเคารพต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน คนทำผิดที่เกาะกินทำลายชาติต้องรับโทษ ผมยืนยันว่าตำรวจจริงจังเรื่องนี้ และจะไม่มีใครมาเอารัดเอาเปรียบ เอาลมหายใจของคนมาหากินอีกต่อไป”จากปากของ พล.ต.อ.เอก ที่ยืนยันแทนตำรวจเมืองไทย
นอกจากเรื่องค้ามมนุษย์แล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชั่วโมงนี้ชื่อของ พล.ต.อ.เอก กลับมาโดดเด่นขึ้นมาอีกครั้ง และประจวบเหมาะกับระยะเวลาอีก 4 เดือนข้างหน้าที่ “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. คนที่ 10 จะเกษียณอายุราชการอำลาวงการสีกากี แน่นอนว่าเก้าอี้ “พิทักษ์ 1” หรือตำแหน่ง ผบ.ตร.ยอมว่างลง และฝุ่นเริ่มกลับมาตลบอบอวลกันอีกครั้ง ภายใต้รัฐบาลท็อปบู๊ต ว่าที่สุดแล้วใครคือคนที่รัฐบาลทหารเลือกสรรมากุมบังเหียนนี้ เพื่อขับเคลื่อนให้องค์กรตำรวจเดินหน้าอย่างที่ควรเป็น
แน่นอนว่าแคนดิเดตอย่าง “บิ๊กเอก” พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร. ชั่วยามนี้ก็มีอาวุโสลำดับที่ 1 หลังเคยพลาดตกเก้าอี้มาเมื่อครั้งก่อน เริ่มกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อได้รับความไว้วางใจจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ทำงานสำคัญอย่างการคลี่คลายคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจา
แม้ไม่ได้จบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ แต่ พล.ต.อ.เอก เคยเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนวัดนวลนรดิศ รุ่นเดียวกับ “บิ๊กติ๊ก” พล.ท.ปรีชา จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 3 ที่ผ่านมาไม่ได้เลือกข้างชัดเจน จึงเป็นตัวเลือกหนึ่งในสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่แน่นอน
สำหรับ “บิ๊กเอก” ก็มีผลงานคดีสำคัญต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จะเกษียณอายุราชการในปี 2559 หากการคัดเลือกตำแหน่ง ผบ.ตร.ในปีนี้สะดุดไม่ได้นั่งเก้าอี้ก็ถือว่าหมดโอกาส แน่นอนว่าเมื่อครั้งนี้มีชื่อกลับมาลุ้นอีกครั้ง
และเมื่อโอกาสมาถึงไม่มีใครจะเข้าแถวต่อคิวหรือปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดลอยไปได้
อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.เอก พูดถึงเรื่องนี้ว่า “สำหรับเรื่องตำแหน่ง ผบ.ตร.นั้น ผมไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่สื่อมวลชนจะหยิบยกขึ้นมาพูดคุยหรือเขียน เพราะในช่วงนี้ใกล้มีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ แน่นอนผมมีอาวุโสเป็นลำดับที่ 1 อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่าจะทำหน้าที่ของตำรวจให้ดีที่สุด เพราะหากไม่ได้เป็นตำรวจแล้วจะทำงานคงไม่ได้ ถือว่าสายเกินไปแล้ว ทุกช่วงเวลาจากนี้จะดำเนินงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มความสามารถจนกว่าจะเกษียณอายุราชการตำรวจ”
สถิติค้ามนุษย์ 7 ปี
สำหรับคดีค้ามนุษย์จากข้อมูลพบว่า ตั้งแต่ปี 2551-2558 มีกว่า 1,600 คดี
ปี 2551-2556 มีคดีค้ามนุษย์ 1,300 คดี
ปี 2557 300 คดี
ปี 2558 50 คดี
การทำงานในการดูแลของ พล.ต.อ.เอก สั่งการให้มีการทำแบบบูรณาการโดยแบ่งความผิดชอบชัดเจน ประกอบด้วย
1.ให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ (ปคม.) ให้ร่วมกันปราบปรามการค้าประเวณี ทำงานร่วมกับพื้นที่นั้นๆ
2.ให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ตรวจสอบแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในประเทศไทย
3.ให้กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี (ดส.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ตรวจสอบปราบปรามปัญหาการขอทาน
4.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ตรวจสอบปัญหาการค้าชาวโรฮีนจาในพื้นที่ภาคใต้
นอกจากนี้ ชาวโรฮีนจาจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาทุกครั้ง โดยพบว่า การลักลอบนำชาวโรฮีนจาเข้ามาแต่ละครั้งประมาณ 200-300 คน จะมีเม็ดเงินจากส่วนนี้ถึง 10 ล้านบาท โดยจะแบ่งเป็นกลุ่มคนที่เข้ามาร่วมขบวนการ ทั้งเจ้าของเรือ เจ้าของรถสองแถวที่ใช้รับขนส่งชาวโรฮีนจา โดยมีกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ควบคุมทั้งหมด







