posttoday
โอเปก-สหรัฐแข่งดุ ส่อฉุดราคาน้ำมันดิ่ง

โอเปก-สหรัฐแข่งดุ ส่อฉุดราคาน้ำมันดิ่ง

29 พฤษภาคม 2558

ราคาน้ำมันที่ดิ่งลงไปแตะจุดต่ำสุดเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาได้ปรับตัวสูงขึ้น 40% ในปัจจุบัน จากปัจจัยด้านความวุ่นวายที่ปะทุขึ้นในเยเมนและความต้องการบริโภคน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นในจีน ซึ่งเป็นประเทศที่บริโภคน้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก

ราคาน้ำมันที่ดิ่งลงไปแตะจุดต่ำสุดเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาได้ปรับตัวสูงขึ้น 40% ในปัจจุบัน จากปัจจัยด้านความวุ่นวายที่ปะทุขึ้นในเยเมนและความต้องการบริโภคน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นในจีน ซึ่งเป็นประเทศที่บริโภคน้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก

และยังรวมถึงปัจจัยหลักที่มาจากสหรัฐประเทศผู้บริโภคน้ำมันสูงที่สุดในโลก จากการที่บรรดาธุรกิจพลังงานต่างชะลอการเปิดหลุมขุดเจาะใหม่ๆ ซึ่งทำให้สัดส่วนการสำรองน้ำมันของสหรัฐลดลง ขณะที่การบริโภคภายในประเทศได้รับแรงกระตุ้นจากราคาน้ำมันราคาถูกก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ชาวสหรัฐมีพฤติกรรมใช้น้ำมันในปริมาณที่สูงขึ้น เช่น การซื้อรถยนต์คันใหญ่ที่กินน้ำมัน

ความเคลื่อนไหวทั้งหมดเหล่านี้สะท้อนภาพลักษณ์ว่า ภาวะราคาน้ำมันราคาถูกที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกลางปี 2014 กำลังจะยุติลง โดยก่อนหน้านั้นราคาน้ำมันทั้งเบรนต์และดับเบิ้ลยูทีไออยู่ที่ระดับเกิน 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
จนเมื่อบรรดาผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐต่างโหมขุดน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (เชลออยล์) จนปริมาณซัพพลายเพิ่มขึ้นและส่งผลให้ราคาน้ำมันดิ่งลงกว่า 50% อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำมันขาขึ้นในปัจจุบันถือเป็นความเคลื่อนไหวชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากหากพิจารณาตามหลัก “ดีมานด์” “ซัพพลาย” ซึ่งเป็นตัวกำหนดราคาน้ำมันโลกแล้ว จะพบว่าปริมาณซัพพลายน้ำมันยังมีปริมาณมากล้นเกินดีมานด์อยู่นั่นเอง

ที่เป็นเช่นนี้เพราะหลังจากที่มีข่าวว่าผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐเริ่มชะลอการขุดเจาะเชลออยล์ บรรดาประเทศสมาชิกประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ก็เพิ่มกำลังการผลิตในทันที โดยหัวหอกกลุ่มโอเปกอย่างซาอุดิอาระเบียเร่งกำลังการผลิตเป็น 10.3 ล้านบาร์เรล/วัน เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ถือเป็นสัดส่วนการผลิตที่สูงที่สุดทำสถิติอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ขณะที่อิรักมีแผนกระตุ้นการส่งออกน้ำมันของประเทศ 26% ในเดือนหน้า หรือเท่ากับ 8 แสนบาร์เรล/วัน ซึ่งจะทำให้ตัวเลขส่งออกน้ำมันของอิรักอยู่ที่ราว 3.75 ล้านบาร์เรล/วัน

นอกจากนี้ ยังมีปริมาณซัพพลายเพิ่มเติมจากอิหร่านซึ่งกำลังจะได้รับการผ่อนคลายการคว่ำบาตรจากกลุ่มซีกโลกตะวันตก ตามข้อมูลจากบริษัทจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันแห่งชาติอิหร่านซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐบาล อิหร่านกำลังหาช่องทางส่งออกน้ำมันดีเซล 12 ล้านลิตร/วัน และน้ำมันเบนซิน 40 ล้านลิตร/วัน ให้ได้ภายในปีนี้ โดยขณะนี้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอัฟกานิสถานกำลังให้ความสนใจในการซื้อน้ำมันจากอิหร่านมากขึ้น

พูดให้ชัดเจนคือ ขณะที่ซัพพลายจากฝั่งสหรัฐลดลง ซัพพลายทางจากฝั่งโอเปกก็เพิ่มขึ้นมาเติมเต็มช่องว่างทันที อย่างไรก็ตามปัจจัยที่จะทำให้ราคาน้ำมันขึ้นระยะยาวคงหนีไม่พ้นปัจจัยจากบรรดาการจุดเจาะน้ำมันในฝั่งสหรัฐ

ทุกวันนี้ข่าวแนวโน้มด้านพลังงานของสหรัฐจะอยู่ในเชิงชะลอการลงทุนในระยะยาว โดยเฉพาะการบุกเบิกแหล่งน้ำมันใหม่ในแคนาดา หรือการขุดสำรวจน้ำมันบริเวณขั้วโลกเหนือ เนื่องจากต้องใช้ต้นทุนสูงซึ่งอาจจะไม่คุ้มกับช่วงราคาน้ำมันที่ราคาน้ำมันลดลง

อย่างไรก็ตาม กำลังการผลิตน้ำมันในสหรัฐยังไม่ได้ลดลงตามทิศทางการชะลอกำลังผลิตแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าช่วงกลางปีนี้กำลังการผลิตน้ำมันของสหรัฐจะเพิ่มสูงขึ้นไปอยู่ที่ 2 ล้านบาร์เรล/วัน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดรับกับรายงานของแผนกลยุทธ์ระยะยาวของทางกลุ่มโอเปก ที่ระบุว่า ปริมาณน้ำมันจากกลุ่มประเทศคู่แข่งนอกโอเปกจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2017 ซึ่งโดยท้ายที่สุดจะส่งผลให้ความต้องการน้ำมันจากกลุ่มโอเปกลดลงจาก 30 ล้านบาร์เรล/วัน ในปี 2014 ไปอยู่ที่ 28.2 ล้านบาร์เรล/วัน ในปี 2017 นอกจากนี้ กระแสนิยมพลังงานทดแทนน้ำมันอย่างพลังงานโซลาร์เซลล์ กำลังจะมีราคาถูกลงในระยะยาวย่อมเข้ามาแทนที่น้ำมัน ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันถูกลงอีก

ทั้งนี้ การค้นพบเทคโนโลยีในการขุดเจาะน้ำมันเชลออยล์อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ต้นทุนการผลิตน้ำมันในสหรัฐถูกลงมาก โดยบริษัทลงทุนแมคควอรีประเมินว่าต้นทุนการขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐขณะนี้อยู่ที่ราว 24 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเท่านั้น

ต้นทุนการผลิตที่ลดลงยิ่งเพิ่มความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะผ่อนคลายกฎเกณฑ์การห้ามส่งออกน้ำมันดิบในไม่ช้า ซึ่งหากความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นจริง ด้วยกำลังการผลิตที่มากล้น จะทำให้สหรัฐก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหนึ่งในผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก กรณีดังกล่าวต้องถือเป็นการเขย่าโครงสร้างตลาดน้ำมันทั่วโลกอย่างแน่นอนเพราะจะไปทำให้ราคาน้ำมันต่ำในระยะยาว

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังได้รับปัจจัยจากแนวโน้มการใช้พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการน้ำมันลดลงเช่นกัน

ทั้งนี้ ตัวเลขเฉลี่ยการคาดการณ์ราคาน้ำมันทั่วโลกในระยะยาวอยู่ที่ 30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่วนรายงานจากโกลด์แมน แซคส์ คาดว่าราคาน้ำมันจะลงไปอีกเฉลี่ยอยู่ที่ 45 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในปีนี้

ดังนั้น ราคาน้ำมันที่ดีดตัวกลับขึ้นมาในช่วงนี้จึงเป็นแค่ความเคลื่อนไหวเพียงชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากในระยะยาวปริมาณซัพพลายยังคงมากกว่าดีมานด์อยู่ดี ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในช่วงขาลงต่อไป จนกว่าจะมีปัจจัยอื่นๆ มากระตุ้นให้ปริมาณซัพพลายน้ำมันในตลาดโลกลดลง จึงจะเห็นราคาน้ำมันอยู่ในช่วงขาขึ้นอีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69