
กุญแจสำคัญเพื่อดันไทยออกจาก Middle Income Trap
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไทยประสบกับวิกฤตหลายครั้ง ทั้งวิกฤตการเงินโลก อุทกภัย และปัญหาการเมือง
โดย...รุจา อดิศรกาญจน์ และธนันธร มหาพรประจักษ์ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไทยประสบกับวิกฤตหลายครั้ง ทั้งวิกฤตการเงินโลก อุทกภัย และปัญหาการเมือง จนอาจทำให้หลายฝ่ายคิดว่าวิกฤตต่างๆ คือปัจจัยถ่วงสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย แต่หลังจากวิกฤตต่างๆ บรรเทาลง การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยยังอยู่ในระดับเดิมและมีแนวโน้มลดลงในช่วงหลัง
แตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านที่การเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่า ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของไทยอ่อนแรงลง โดยเฉพาะจากภาคการส่งออกสินค้าและการลงทุน
โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยหลังจากวิกฤตการเงินโลก (2553-2557) ของไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ อยู่ที่ร้อยละ 3.6 5.8 5.8 5.9 และ 6.3 ตามลำดับ
หากพิจารณาแหล่งที่มาของการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย พบว่าในช่วง 2 ปีล่าสุด ปี 2556-2557 ปริมาณการส่งออกแทบจะไม่ขยายตัว ขณะที่การลงทุนหดตัว ทำให้เกิดคำถามว่า “การลงทุนของไทยจะกลับมาพลิกฟื้นได้เพียงใด” และในช่วงที่ผ่านมา “การลงทุนของไทยอยู่ในระดับต่ำเกินไปหรือไม่”
ซึ่งจากข้อมูลของทางการจะพบว่า สัดส่วนการลงทุนรวมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) พบว่าหากไม่รวมเกาหลีใต้และสิงคโปร์ จะพบว่าการลงทุนของประเทศในภูมิภาคเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน โดยสัดส่วนการลงทุนดังกล่าวของไทยปัจจุบันอยู่ที่ 21% มีระดับใกล้เคียงกับฟิลิปปินส์ แต่ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค โดยเปรียบเทียบจะเห็นได้ว่าสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ของมาเลเซียและอินโดนีเซียที่ประสบปัญหาจากวิกฤตการเงินปี 2540 เช่นกันกับไทย กลับมาฟื้นตัวต่อเนื่องและสูงกว่าไทยแต่สัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ของไทยไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก จากการศึกษาในอดีตประเมินไว้ว่า หากต้องการให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเต็มศักยภาพที่ 4-5% ระดับการลงทุนต่อ GDP ที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 26%
แต่ถ้าเราพิจารณาเจาะลึกข้อมูลทั้งตามการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชน หรือตามประเภทการลงทุนก่อสร้างและเครื่องจักรและอุปกรณ์ ลักษณะสำคัญของการลงทุนรวมของไทยได้ดังนี้
ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนของไทย โดยสัดส่วนการลงทุนภาคเอกชนสูงกว่าการลงทุนภาครัฐตลอดช่วงที่ศึกษา โดยเร่งขึ้นมากในช่วงก่อนเกิดวิกฤตการเงินปี 2540 และลดต่ำลงมากในช่วงหลังวิกฤต ขณะที่บทบาทการลงทุนภาครัฐค่อนข้างมีเสถียรภาพ แม้จะลดลงบ้างในระยะหลังเนื่องจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จะช่วย Crowding-in ไปสู่การลงทุนภาคเอกชนมีน้อยลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากนโยบายของภาครัฐที่จัดสรรงบประมาณแผ่นดินไปในประเภทค่าใช้จ่ายประจำเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เช่น ค่ารักษาพยาบาลและสวัสดิการสังคม ค่าจ้างเงินเดือน รวมถึงรายจ่ายเงินอุดหนุนในการดำเนินนโยบายระยะสั้นของรัฐบาลแต่ละสมัย
ขณะเดียวกัน โครงสร้างการลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่อการลงทุนก่อสร้างไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก นับตั้งแต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 77% และ 23% ตามลำดับ โดยการลงทุนก่อสร้างในระยะหลัง ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนที่ขยายไปในต่างจังหวัดมากขึ้น
อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่าโครงสร้างการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์จำแนกตามอุตสาหกรรมเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยภาคอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อส่งออกมีสัดส่วนการลงทุนลดลงชัดเจน เช่น อุตสาหกรรมผลิตอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนหนึ่งมาจากธุรกิจเหล่านี้ได้ลงทุนเพื่อซ่อมแซมส่วนที่เสียหายจากอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2554 ไปแล้ว ประกอบกับผู้ผลิตบางรายย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นในภูมิภาค รวมทั้งอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีข้อจำกัดในการยกระดับเทคโนโลยีการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดโลกที่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ แรงสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐอย่างชัดเจน ทำให้ธุรกิจที่ไม่ใช่ภาคอุตสาหกรรม (Non-manufacturing Sector) มีสัดส่วนการลงทุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจสาธารณูปโภคและบริการทางการแพทย์ ตามการเติบโตของอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศ เช่น นโยบายสนับสนุนการลงทุนในกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน และนโยบายกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการรักษาพยาบาลของเอเชีย ตามแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงสาธารณสุข ส่งผลให้ธุรกิจผลิตไฟฟ้าและธุรกิจโรงพยาบาลของไทยเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
รวมทั้งนโยบายการจัดทำแผนแม่บทอุตสาหกรรมยานยนต์ร่วมกับภาคเอกชนตั้งแต่ปี 2545 เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางของการผลิตรถยนต์ในภูมิภาค จนได้รับการยอมรับว่าประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญหนึ่งของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก สะท้อนให้เห็นว่านโยบายภาครัฐที่ชัดเจนและต่อเนื่องมีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนการลงทุนของไทย
มาถึงจุดนี้ทำให้เริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าการลงทุนของไทยเปลี่ยนแปลงไป โดยไม่ได้เข้มแข็งเหมือนในอดีต และมีแนวโน้มถดถอยเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ส่วนหนึ่งเพราะไทยเผชิญกับข้อจำกัดด้านปัจจัยการผลิตบางประการ
คำถามต่อไป คือ อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ปัจจัยการผลิตนี้กลายเป็นข้อจำกัดของการสะสมทุน และปรากฏการณ์นี้จะเป็นสาเหตุที่ทำให้การเติบโตของการลงทุนและเศรษฐกิจไทยอยู่ใน “การเติบโตบริบทใหม่ (New Normal)” หรือไม่
ข้อจำกัดของการลงทุนของไทยมาจาก 2 สาเหตุหลัก คือ ความสามารถยกระดับเทคโนโลยีของไทยมีอยู่จำกัด ในอดีตช่วงต้นยุค 2500 ไทยเคยมีทั้งระดับรายได้ต่อหัวและนโยบายการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ไม่ต่างจากประเทศสิงคโปร์และเกาหลีใต้มากนัก แต่ในปัจจุบันทั้งสองประเทศสามารถก้าวข้ามภาวะ Middle Income Trap โดยมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าไทยหลายเท่าตัว
นอกจากนี้ ไทยใช้เวลาในการเปลี่ยนผ่านจากการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้ามาสู่การผลิตเพื่อการส่งออกนานกว่าสิงคโปร์และเกาหลีใต้ถึง 20 ปี และใช้เวลานานในการปรับตัวจากการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labor Intensive) ไปสู่การผลิตที่ใช้ทุนเข้มข้น (Capital Intensive)







