posttoday
กุญแจสำคัญเพื่อดันไทยออกจาก Middle Income Trap

กุญแจสำคัญเพื่อดันไทยออกจาก Middle Income Trap

29 พฤษภาคม 2558

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไทยประสบกับวิกฤตหลายครั้ง ทั้งวิกฤตการเงินโลก อุทกภัย และปัญหาการเมือง

โดย...รุจา อดิศรกาญจน์ และธนันธร มหาพรประจักษ์ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไทยประสบกับวิกฤตหลายครั้ง ทั้งวิกฤตการเงินโลก อุทกภัย และปัญหาการเมือง จนอาจทำให้หลายฝ่ายคิดว่าวิกฤตต่างๆ คือปัจจัยถ่วงสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย แต่หลังจากวิกฤตต่างๆ บรรเทาลง การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยยังอยู่ในระดับเดิมและมีแนวโน้มลดลงในช่วงหลัง

แตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านที่การเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่า ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของไทยอ่อนแรงลง โดยเฉพาะจากภาคการส่งออกสินค้าและการลงทุน

โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยหลังจากวิกฤตการเงินโลก (2553-2557) ของไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ อยู่ที่ร้อยละ 3.6 5.8 5.8 5.9 และ 6.3 ตามลำดับ

หากพิจารณาแหล่งที่มาของการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย พบว่าในช่วง 2 ปีล่าสุด ปี 2556-2557 ปริมาณการส่งออกแทบจะไม่ขยายตัว ขณะที่การลงทุนหดตัว ทำให้เกิดคำถามว่า “การลงทุนของไทยจะกลับมาพลิกฟื้นได้เพียงใด” และในช่วงที่ผ่านมา “การลงทุนของไทยอยู่ในระดับต่ำเกินไปหรือไม่”

ซึ่งจากข้อมูลของทางการจะพบว่า สัดส่วนการลงทุนรวมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) พบว่าหากไม่รวมเกาหลีใต้และสิงคโปร์ จะพบว่าการลงทุนของประเทศในภูมิภาคเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน โดยสัดส่วนการลงทุนดังกล่าวของไทยปัจจุบันอยู่ที่ 21% มีระดับใกล้เคียงกับฟิลิปปินส์ แต่ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค โดยเปรียบเทียบจะเห็นได้ว่าสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ของมาเลเซียและอินโดนีเซียที่ประสบปัญหาจากวิกฤตการเงินปี 2540 เช่นกันกับไทย กลับมาฟื้นตัวต่อเนื่องและสูงกว่าไทยแต่สัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ของไทยไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก จากการศึกษาในอดีตประเมินไว้ว่า หากต้องการให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเต็มศักยภาพที่ 4-5% ระดับการลงทุนต่อ GDP ที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 26%

แต่ถ้าเราพิจารณาเจาะลึกข้อมูลทั้งตามการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชน หรือตามประเภทการลงทุนก่อสร้างและเครื่องจักรและอุปกรณ์ ลักษณะสำคัญของการลงทุนรวมของไทยได้ดังนี้

ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนของไทย โดยสัดส่วนการลงทุนภาคเอกชนสูงกว่าการลงทุนภาครัฐตลอดช่วงที่ศึกษา โดยเร่งขึ้นมากในช่วงก่อนเกิดวิกฤตการเงินปี 2540 และลดต่ำลงมากในช่วงหลังวิกฤต ขณะที่บทบาทการลงทุนภาครัฐค่อนข้างมีเสถียรภาพ แม้จะลดลงบ้างในระยะหลังเนื่องจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จะช่วย Crowding-in ไปสู่การลงทุนภาคเอกชนมีน้อยลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากนโยบายของภาครัฐที่จัดสรรงบประมาณแผ่นดินไปในประเภทค่าใช้จ่ายประจำเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เช่น ค่ารักษาพยาบาลและสวัสดิการสังคม ค่าจ้างเงินเดือน รวมถึงรายจ่ายเงินอุดหนุนในการดำเนินนโยบายระยะสั้นของรัฐบาลแต่ละสมัย

ขณะเดียวกัน โครงสร้างการลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่อการลงทุนก่อสร้างไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก นับตั้งแต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 77% และ 23% ตามลำดับ โดยการลงทุนก่อสร้างในระยะหลัง ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนที่ขยายไปในต่างจังหวัดมากขึ้น

อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่าโครงสร้างการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์จำแนกตามอุตสาหกรรมเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยภาคอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อส่งออกมีสัดส่วนการลงทุนลดลงชัดเจน เช่น อุตสาหกรรมผลิตอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนหนึ่งมาจากธุรกิจเหล่านี้ได้ลงทุนเพื่อซ่อมแซมส่วนที่เสียหายจากอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2554 ไปแล้ว ประกอบกับผู้ผลิตบางรายย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นในภูมิภาค รวมทั้งอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีข้อจำกัดในการยกระดับเทคโนโลยีการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดโลกที่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ แรงสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐอย่างชัดเจน ทำให้ธุรกิจที่ไม่ใช่ภาคอุตสาหกรรม (Non-manufacturing Sector) มีสัดส่วนการลงทุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจสาธารณูปโภคและบริการทางการแพทย์ ตามการเติบโตของอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศ เช่น นโยบายสนับสนุนการลงทุนในกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน และนโยบายกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการรักษาพยาบาลของเอเชีย ตามแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงสาธารณสุข ส่งผลให้ธุรกิจผลิตไฟฟ้าและธุรกิจโรงพยาบาลของไทยเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

รวมทั้งนโยบายการจัดทำแผนแม่บทอุตสาหกรรมยานยนต์ร่วมกับภาคเอกชนตั้งแต่ปี 2545 เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางของการผลิตรถยนต์ในภูมิภาค จนได้รับการยอมรับว่าประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญหนึ่งของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก สะท้อนให้เห็นว่านโยบายภาครัฐที่ชัดเจนและต่อเนื่องมีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนการลงทุนของไทย

มาถึงจุดนี้ทำให้เริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าการลงทุนของไทยเปลี่ยนแปลงไป โดยไม่ได้เข้มแข็งเหมือนในอดีต และมีแนวโน้มถดถอยเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ส่วนหนึ่งเพราะไทยเผชิญกับข้อจำกัดด้านปัจจัยการผลิตบางประการ

คำถามต่อไป คือ อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ปัจจัยการผลิตนี้กลายเป็นข้อจำกัดของการสะสมทุน และปรากฏการณ์นี้จะเป็นสาเหตุที่ทำให้การเติบโตของการลงทุนและเศรษฐกิจไทยอยู่ใน “การเติบโตบริบทใหม่ (New Normal)” หรือไม่

ข้อจำกัดของการลงทุนของไทยมาจาก 2 สาเหตุหลัก คือ ความสามารถยกระดับเทคโนโลยีของไทยมีอยู่จำกัด ในอดีตช่วงต้นยุค 2500 ไทยเคยมีทั้งระดับรายได้ต่อหัวและนโยบายการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ไม่ต่างจากประเทศสิงคโปร์และเกาหลีใต้มากนัก แต่ในปัจจุบันทั้งสองประเทศสามารถก้าวข้ามภาวะ Middle Income Trap โดยมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าไทยหลายเท่าตัว

นอกจากนี้ ไทยใช้เวลาในการเปลี่ยนผ่านจากการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้ามาสู่การผลิตเพื่อการส่งออกนานกว่าสิงคโปร์และเกาหลีใต้ถึง 20 ปี และใช้เวลานานในการปรับตัวจากการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labor Intensive) ไปสู่การผลิตที่ใช้ทุนเข้มข้น (Capital Intensive)

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน