
คลังถ่ายเลือด ดันคนรุ่นใหม่คุมเศรษฐกิจ
คำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจมาตรา 44 สั่งให้ข้าราชการ 45 ราย
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
คำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจมาตรา 44 สั่งให้ข้าราชการ 45 ราย หยุดปฏิบัติหน้าที่ในจำนวนนี้เป็นบิ๊กกระทรวงการคลังถึง 6 ราย เป็นวิกฤตที่เปิดโอกาสให้กระทรวงการคลังสามารถปรับขบวนทัพครั้งใหญ่
ก่อนหน้านี้ สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ได้พยายามปรับทัพกระทรวงการคลังมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีหัวใจที่สำคัญคือการผลักดันคนรุ่นใหม่มือดีขึ้นมารับไม้ต่อจากผู้บริหารรุ่นเก่า เพื่อรองรับการบริหารงานเศรษฐกิจที่มีความรวดเร็วและความผันผวนรุนแรงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาการจัดกำลังคนก็ยังมีปัญหาผสมผสานของผู้บริหารสายเลือดใหม่และผู้บริหารสายเลือดเก่า เพราะผู้บริหารรุ่นใหม่ก็มีปัญหาประสบการณ์เมื่อเทียบกับผู้บริหารรุ่นเก่า ที่มีความนิ่งและบารมีในการประสานงานกับฝ่ายการเมืองได้มากกว่า
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การปรับทัพกระทรวงการคลังมีมาตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหาร ได้มีการโยกผู้บริหารสายเลือดใหม่ขึ้นมาคุมกระทรวงสำคัญๆ เช่น ให้สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปคุมกรมศุลกากร ซึ่งเป็นกระทรวงการค้า
ที่สำคัญของประเทศ โดยมีการดันกฤษฎา จีนะวิจารณะ ที่เป็นผู้บริหารหนุ่มไฟแรงของ สศค. ขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการ สศค.คนใหม่
นอกจากนี้ ยังมีการโยกประสงค์พูนธเนศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ไปเป็นอธิบดีกรมสรรพากร และดันกุลิศสมบัติศิริ ลูกหม้อ สคร. ขึ้นมาเป็นหัวเรือใหญ่ผู้อำนวยการ สคร. เพื่อผลักดันการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเต็มรูปแบบ
มาในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะ รมว.คลัง สมหมายได้มีการเตรียมกำลังคนรุ่นใหม่เพื่อขึ้นมาทำแทนผู้บริหารรุ่นเก่าที่ทยอยเกษียณจำนวนมาก เช่น มีการดึงผู้บริหารดาวเด่นของแต่ละหน่วยงานเข้ามานั่งเป็นผู้ตรวจ เพื่อจะส่งกลับไปเป็นหัวเรือใหญ่ในหน่วยงานต่างๆ ในอนาคต
บุคคลที่สมหมายดันเข้ามาเป็นผู้ตรวจคลัง ประกอบด้วย นรินทร์ กัลยาณมิตรที่ปรึกษากรมศุลกากร จุมพล ริมสาคร ที่ปรึกษากรมสรรพสามิต สุทธิรัตน์ รัตนโชติ ที่ปรึกษากรมบัญชีกลาง สุวิชญ โรจนวานิช ที่ปรึกษาสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ซึ่งทั้งหมดเป็นกลุ่มสายเลือดใหม่ที่พร้อมจะถูกส่งกลับเป็นอธิบดีกรมกองต่างๆ
ขณะเดียวกัน สมหมายยังส่ง จักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล รองปลัดกระทรวงการคลัง ที่มีผลงานโดดเด่นตอนเป็นผู้อำนวยการ สบน. ไปเป็นอธิบดีกรมธนารักษ์ เพื่อเพิ่มความสดในการทำงานให้กรมธนารักษ์ และเร่งดันภารกิจสำคัญคือการประเมินราคาที่ดินรายแปลงให้ได้ครบ 32 ล้านแปลง ภายใน 1 ปีครึ่ง เพื่อรองรับการออกกฎหมายเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
นอกจากนี้ สมหมายยังมีแผนปรับผู้บริหารคลังอีกบางตำแหน่งในไม่ช้านี้ เนื่องจากมีตำแหน่งผู้อำนวยการ สบน.ว่างลง และต้องการปรับตำแหน่งอธิบดีกรมบัญชีกลาง ซึ่งจะมีการผลักดันให้ อำนวยปรีมนวงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ที่เป็นผู้บริหารอาวุโส ทำงานเข้าตาสมหมาย ไปนั่งตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง
การถ่ายเลือดช่วงสำคัญของกระทรวงการคลังอีกครั้ง น่าจะอยู่ที่เดือน ก.ย.นี้ เนื่องจาก รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง และ นริศ ชัยสูตร รองปลัดกระทรวงการคลัง เกษียณอายุราชการ ทำให้ต้องมีการหมุนการปรับกันหลายตำแหน่ง
สำหรับตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังคนใหม่ ตอนนี้ถือว่าเปิดกว้างมีทางเลือกและตัวเลือกมาให้ฝ่ายการเมืองได้ตัดสินใจ
ทางเลือกแรก อาจจะมีการโยกอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ที่สมัยรัฐบาลที่ผ่านมาถูกย้ายไปเป็นเลขาฯ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ก่อนที่รัฐบาลนี้จะโยกไปเป็น รมว.พลังงาน และเพิ่งให้กลับมาเป็นเลขาฯ ก.พ.ร.อีกครั้ง มีการประเมินกันว่า อารีพงศ์ถูกโยกไปนั่งรอเพื่อกลับมาเป็นปลัดกระทรวงการคลังอีกครั้ง ซึ่งอายุราชการเหลืออีก 2 ปี สอดคล้องกับทางการเมืองที่มีคนหนุนให้รัฐบาลอยู่ต่ออีก 2 ปี
อีกทางเลือกหนึ่ง หากอารีพงศ์ไม่ได้โยกกลับมาเป็นปลัดคลังรอบสอง ก็อาจจะมีการดึงบิ๊กคลังรุ่นเก๋ามีฝีมือประวัติดีขึ้นมาขัดทัพชั่วคราวก่อน ก็จะทำให้ สมชายพูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ประสิทธิ์ สืบชนะ และ อำนวย เป็นตัวเลือกขึ้นมานั่งเก้าอี้ปลัดคลัง เพื่อให้ผู้บริหารเลือดใหม่ได้มีเวลาสั่งสมประสบการณ์และบารมีได้มากขึ้น
ทางเลือกสุดท้าย คือ การผลักดันผู้บริหารสายเลือดใหม่ขึ้นมาเป็นปลัดกระทรวงการคลังเลย ซึ่งชื่อที่โดดเด่นอันดับต้นๆ คือ สมชัย อธิบดีกรมศุลกากร ที่ผ่านทั้งงาน สศค. และกรมภาษี และ ประสงค์ อธิบดีกรมสรรพากร ที่เคยผ่านงาน สคร. และผ่านงานกรมภาษีมาแล้วถึง 2 กรม เพราะอดีตเคยนั่งเป็นอธิบดีศุลกากร
ก่อนหน้านี้ยังมีชื่อ สาธิต รังคสิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ที่เป็นสายเลือดใหม่มีความรู้ความสามารถทำงานไว เป็นตัวเต็งที่จะได้เป็นปลัดกระทรวงการคลัง แต่มาเจอหางเลขคำสั่งมาตรา 44 ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไปเสียก่อน ทำให้เส้นทางการขึ้นเป็นปลัดคลังถูกปิดไปชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม การถ่ายเลือดให้คนรุ่นใหม่ขึ้นมาคุมกระทรวงเศรษฐกิจ แม้ว่าจะมีข้อดี มีความสด มีความเร็วทันเหตุการณ์ การคิดกล้าทำอะไรใหม่ๆ แต่ก็มีปัญหาว่า การที่อายุยังน้อยอาจทำให้มีปัญหาการบริหารงานกับผู้บังคับบัญชาระดับล่าง และการประสานงานกับฝ่ายนโยบาย
นอกจากนี้ การถูกดันขึ้นมารับตำแหน่งใหญ่ ทั้งๆ ที่อายุราชการยังเหลืออีกมาก โดยเฉพาะตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง ในช่วงที่รัฐบาลนี้มีเวลาทำงานไม่นาน หากรัฐบาลไม่ต่ออายุออกไปอีก 2 ปี ก็เท่ากับว่ารัฐบาลมีเวลาทำงานเหลืออีกประมาณ1 ปีเท่านั้น เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่และต้องการเปลี่ยนตัวปลัดคลังใหม่ ก็จะทำให้ปลัดคลังที่รัฐบาลนี้ถูกแขวนไปนั่งตบยุงในทำเนียบรัฐบาล เสียผู้บริหารสายเลือดใหม่ที่มีเวลาทำงานได้อีกมากไปอย่างน่าเสียดาย
ดังนั้น การที่กระทรวงการคลังจะถ่ายเลือดให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรงมาเป็นหัวเรือใหญ่กุมบังเหียนเสาหลักทางเศรษฐกิจของไทย เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องพิจารณาไปในอนาคตหากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จะทำอย่างไรให้สายเลือดใหม่นี้ไม่ถูกรัฐบาลใหม่กรีดทิ้ง เพราะนอกจากเสียของแล้ว ยังเสียเวลาทำให้การบริหารเศรษฐกิจไม่มีความต่อเนื่อง การผลักดันยุทธศาสตร์วางโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ของไทยก็จะชะงักไปด้วย







