posttoday
โลกหมดกระสุน! หมดทางกู้ศก.หวั่นชะลอแรง

โลกหมดกระสุน! หมดทางกู้ศก.หวั่นชะลอแรง

17 พฤษภาคม 2558

เศรษฐกิจโลกกำลังดำเนินมาถึงจุดเสี่ยงอีกครั้ง ภายหลังจากบรรดาธนาคารกลางต่างๆ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

เศรษฐกิจโลกกำลังดำเนินมาถึงจุดเสี่ยงอีกครั้ง ภายหลังจากบรรดาธนาคารกลางต่างๆ ระดมใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินมาตั้งแต่ต้นปี จนปัจจุบันแทบไม่เหลือช่องว่างในการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกต่อไป 

ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา บรรดาธนาคารกลางทั่วโลกต่างพากันกระโดดเข้าร่วมสงครามค่าเงิน โดยพยายามแทรกแซงให้ค่าเงินของตนอ่อนค่าเพื่อปกป้องตลาดส่งออก หลังจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ประกาศใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ผ่านการเข้าซื้อพันธบัตรของชาติสมาชิกยูโรโซน จนส่งผลให้สกุลเงินยูโรอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามค่าเงินในปัจจุบันในที่สุด

การปะทุขึ้นของสงครามค่าเงิน ทำให้ทั่วโลกจำเป็นต้องงัดมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน เช่น การปรับลดดอกเบี้ยออกมาใช้โดยไม่จำเป็น จนทำให้กระสุนสำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจในยามจำเป็นจริงๆ แทบไม่เหลืออีกต่อไปในปัจจุบัน

การไม่มีกระสุนในยามจำเป็นถือเป็นเรื่องอันตรายมาก เนื่องจากตามสถิติแล้วภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวมักเกิดทุกๆ 5-6 ปี ดังนั้น หากนับจากช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2009 แล้ว ก็ต้องนับว่าปัจจุบันมีความสุ่มเสี่ยงมากที่โลกกำลังเผชิญภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจอีกครั้ง

ทั้งนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจจำเป็นต้องมีช่องว่างสำหรับการใช้มาตรการ เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางก็จำเป็นต้องมีดอกเบี้ยเดิมในอัตราที่สูงก่อนแล้ว ถึงจะมีที่ว่างพอสำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และในมุมของการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลัง รัฐบาลก็จำเป็นต้องมีสถานะทางการคลังที่ดีพอ

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันทั่วโลกกลับยังอยู่ในภาวะดอกเบี้ยต่ำ แต่มีทิศทางดอกเบี้ยขาลง โดยในฟากตะวันออก ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ปรับลดดอกเบี้ยมาแล้วถึง 3 รอบ นับตั้งแต่เดือน พ.ย.ของปีที่แล้ว และครั้งล่าสุดประกาศปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ระยะ 1 ปีลง 0.25% มาอยู่ที่ 5.1% ขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากปรับลดลง 0.25% ลงมาอยู่ที่ 2.25% เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากทิศทางเศรษฐกิจแดนมังกรส่งสัญญาณชะลอตัวมากกว่าเป้าที่รัฐบาลตั้งไว้

ขณะที่ธนาคารกลางอินเดีย (อาร์บีไอ) ซึ่งมีหัวเรือใหญ่เป็น รากุราม ราจัน นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง ผู้เคยทำนายการเกิดวิกฤตการเงินปี 2009 ได้อย่างแม่นยำ ได้ตั้งรับสงครามค่าเงินจากยุโรปด้วยการปรับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลงอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่ 8% ลงมาอยู่ที่ 7.75% และ 7.50% ภายในเดือน ม.ค. เดือนเดียว ถือเป็นการปรับลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้นโยบายคิวอีเช่นเดียวกับสหรัฐและยุโรปอย่างต่อเนื่อง และไม่มีทีท่าว่าจะยุติการใช้มาตรการดังกล่าวในเร็ววันนี้ โดยอัตราดอกเบี้ยของบีโอเจอยู่ที่ 0% อย่างแท้จริง มาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2010 เป็นต้นมา

เช่นเดียวกับธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่ปรับลดดอกเบี้ยไปตั้งแต่เมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว โดยมีอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 0.05% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับ ลบ 0.20% ซึ่งเท่ากับว่าหากสถาบันการเงินรายใดนำเงินไปฝากกับอีซีบี จำเป็นต้องจ่ายเงินค่าฝากด้วย 

สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้วถึง 2 ครั้งภายในปีนี้ จากครั้งแรกที่ 2% ลงมาอยู่ที่ 1.75% และ 1.50% ในที่สุด

มีแต่สหรัฐเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่มีแนวโน้มนโยบายดอกเบี้ยขาขึ้น หลังจากยุติการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐกลับปรับลดลงในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพราะปรากฏว่าเศรษฐกิจสหรัฐกลับอยู่ในภาวะซบเซาอย่างหนัก โดยตัวเลขค้าปลีกของสหรัฐซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมื่อเดือน เม.ย. ไม่ปรับเพิ่มขึ้นเลย นอกจากนี้การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน (จีดีพี) ยังอยู่ที่ 0.2% เท่านั้น ทำให้สหรัฐต้องดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์ต่อไป

นอกจากนั้น ไม่ใช่เพียงแค่กระสุนด้านนโยบายการเงินจะร่อยหรอเต็มทีเดียว กระสุนด้านนโยบายการคลังก็ใกล้ใช้จนหมดเช่นกัน เนื่องจากสถานการณ์รัฐบาลหลายแห่งแบกภาระหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาล

ทั้งนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการลงทุนของภาครัฐจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล ทำให้รัฐบาลต้องออกพันธบัตรเพื่อกู้เพิ่ม อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลมีหนี้สาธารณะจำนวนมากอยู่แล้ว ก็ทำให้รัฐบาลออกตราสารหนี้ใหม่ได้ยากขึ้น อันเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลเหล่านั้นดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลมาตลอด เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้รอดพ้นจากผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจปี 2009

โดยขณะนี้สหรัฐมีระดับหนี้อยู่ถึง 101.53% ต่อจีดีพี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ญี่ปุ่นมีสัดส่วนหนี้สาธารณะถึง 227.2% ต่อจีดีพี ยูโรโซนอยู่ที่ราว 91.90% ต่อจีดีพี ส่วนจีนที่แม้สัดส่วนหนี้สาธารณะจะอยู่ที่ราว 22.40% เท่านั้น แต่หากคำนวณทั้งประเทศแล้ว จีนมีระดับหนี้สูงถึง 250% ต่อจีดีพี

พูดให้ชัดเจน คือ รัฐบาลของกลุ่มประเทศผู้มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจแทบไม่เหลือช่องว่างสำหรับการกู้เพิ่มเพื่อดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการลงทุนของภาครัฐ เช่น การสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ

สตีเฟน คิงส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเอชเอสบีซี ได้เปรียบเทียบภาวะเศรษฐกิจโลกขณะนี้ไว้อย่างเห็นภาพว่า เหมือนเรือไททานิคที่ล่องกลางมหาสมุทรโดยปราศจากเรือชูชีพ หากต้องชนกับภูเขาน้ำแข็ง ก็ไม่เหลือสิ่งใดที่จะพยุงชีวิตผู้โดยสารบนเรือไว้ได้

ในปัจจุบันสัญญาณเศรษฐกิจต่างๆ เริ่มส่อเค้าเข้าสู่ภาวะชะลอตัวในหลายด้าน โดยประเทศผู้ทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจทั้งจีนและสหรัฐอยู่ในภาวะชะลอตัวกันถ้วนหน้า ซึ่งทำให้การนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ข้าวและเหล็กปรับลดลง ส่งผลกระทบต่อประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ต้องพึ่งพาการส่งออกสินค้าชนิดดังกล่าว ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวไปด้วย

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งสัญญาณของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ คือ อัตราการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างในสหรัฐไม่ปรับเพิ่มขึ้นเลย แม้อัตราว่างงานจะต่ำลงก็ตาม ทำให้ชาวสหรัฐส่วนใหญ่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากช่วงวิกฤตปี 2009 น้อยมาก และยังคงชะลอการใช้จ่ายอยู่ ซึ่งหากชาวเมืองลุงแซมยังชะลอการใช้จ่ายอยู่เช่นนี้ ก็เป็นเรื่องยากที่เศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัว

นอกจากนี้ เม็ดเงินส่วนใหญ่จากการอัดฉีดทั่วโลกยังไปกองอยู่บนตลาดการเงินและการลงทุนต่างๆ มากกว่าจะถูกใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจที่แท้จริงยังอยู่ในภาวะชะลอตัว สวนทางกับตลาดลงทุนที่เติบโตอย่างรวดเร็วและผันผวนง่าย

ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่โลกจะกลับไปเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจซบเซาอีกครั้ง และเมื่อถึงเวลานั้นทั่วโลกจะมีโอกาสสูงที่จะต้องเผชิญกับภาวะการชะลอตัวที่รุนแรงอย่างเต็มที่ โดยไม่มีมาตรการใดๆ เลยสำหรับผ่อนหนักให้เป็นเบา

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด บอร์นมัธ พบ ซันเดอร์แลนด์ พรีเมียร์ลีก วันนี้ 18 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด บอร์นมัธ พบ ซันเดอร์แลนด์ พรีเมียร์ลีก วันนี้ 18 ต.ค.69