
ไพ่สำรับสุดท้ายของ คสช.
“การร่างรัฐธรรมนูญก็เหมือนการเล่นพนันที่เดิมพันด้วยบ้านเมือง”
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
“การร่างรัฐธรรมนูญก็เหมือนการเล่นพนันที่เดิมพันด้วยบ้านเมือง”
ในงานสังสรรค์ศิษย์เก่าโรงเรียนมัธยมเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่งพูดกับผู้เขียนถึงกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเขาสังเกตว่าน่าจะมีปัญหามากมาย จากนั้นก็สาธยายปัญหาต่างๆ นั้นให้ฟังเป็นฉากๆ แล้วสรุปด้วยประโยคข้างต้น
โดยอาชีพแล้วเพื่อนคนนี้เป็นวิศวกรและที่เคยเรียนร่วมกันมา 5 ปี ตั้งแต่มัธยม 1 ถึงมัธยม 5 (สมัยนั้นชั้นประถมศึกษาจะมีประถม 1 ถึงประถม 7 ส่วนชั้นมัธยมศึกษาจะแบ่งเป็นมัธยมต้น 3 ปี กับมัธยมปลายอีก 2 ปี) ก็ไม่เห็นเพื่อนคนนี้จะเป็นเซียนพนันหรือชอบเล่นการพนันใดๆ จึงค่อนข้างแปลกใจจนผู้เขียนต้องตั้งใจฟังข้อสังเกตต่างๆ ของเพื่อนคนนี้เป็นพิเศษ ทั้งที่โดยทั่วไปผู้เขียนไม่ชอบคุยเรื่องการเมืองเมื่ออยู่ในงานสังสรรค์
เพื่อนคนนี้เล่าให้ฟังว่าเขากำลังเรียนอยู่ในหลักสูตรที่มีไฮโซและผู้มากบารมีในวงการต่างๆ มาเรียนร่วมกัน (ที่เรียกว่าหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงของสถาบันต่างๆ เพื่อมาหาเครือข่ายและสนุกสนานร่วมกันนั่นแหละ) มีอาจารย์ท่านหนึ่งที่มาบรรยายในหลักสูตรบอกว่า สังคมชนชั้นนำของประเทศไทยไม่ได้กว้างใหญ่อะไรมากนัก ในแต่ละวงการก็มีคนเด่นๆ อยู่ไม่กี่คน ดังนั้นเวลาที่จะทำการอะไรต่างๆ ก็จะมีแต่คนพวกนี้แหละที่เข้ามารับดำเนินการ ทั้งที่บางคนก็ไม่มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมกับงานนั้นๆ แต่อาศัยว่า “เป็นเครือข่าย” รู้จักสนิทสนมกัน ก็ชักชวนกันไป เพื่อ “ผูกพันฟั่นเกลียว” ให้เครือข่ายของตนมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้นต่อๆ ไป
อาจารย์ท่านนั้นได้ยกตัวอย่างแต่ออกตัวว่าไม่อยากจะยกตัวอย่างในเหตุการณ์บ้านเมืองขณะนี้ เพราะกลัวจะไป “สะดุดตาตุ่ม” ของหลายๆ คนที่มีอำนาจวาสนาอยู่ในขณะนี้ นี่ก็เพราะเป็นยุคที่เครือข่ายของพวกเขาขึ้นมามีอำนาจอย่างเต็มที่แล้วนั่นเอง แต่จะขอยกตัวอย่างในสมัยก่อนๆ นั่นแทนให้ไกลๆ ตัวออกไป แต่กระนั้นก็ยังมีอันตรายอยู่ดี เพราะก็ยังมีผู้เด่นผู้ดังบางคนที่ “สายสัมพันธ์ไม่เคยเสื่อมคลาย” ไม่ว่าสมัยใดๆ ก็ยังยิ่งใหญ่ ถูกเรียกใช้งานอยู่เสมอ อาจารย์จึงขอตัวว่าจะขอพูดอย่าง “อ้อมๆ แอ้มๆ” ก็แล้วกัน
อาจารย์ท่านนี้แจกแจงว่า ทหารมีบทเรียนมาตั้งแต่ครั้งการยึดอำนาจของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อปี 2490 ที่ทหารในยุคนั้นนำผลประโยชน์ต่างๆ มาแจกกันเฉพาะในหมู่ทหารด้วยกัน โดยหวังว่าจะสร้างความภักดีและมีความซื่อสัตย์ต่อผู้นำทหารด้วยกัน แต่กลายเป็นสร้าง “ศัตรู-คู่แข่ง” และแบ่งบ้านกันอยู่ เช่น ในกรณีของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กับพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ที่แบ่งกลุ่มเป็น “สวนรื่น” กับ “ราชครู” แล้วแข่งอำนาจวาสนากัน แล้วจอมพล ป.นั่นเองที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ต้องหนีไปตายยังต่างประเทศ
เมื่อจอมพลสฤษดิ์ขึ้นมามีอำนาจอย่างเต็มตัว จะด้วยใครก็ตามมาให้คำแนะนำหรือแกอาจจะคิดได้ด้วยตัวเองจากบทเรียนในสมัยที่ผ่านมา จึงมีการกระจายผลประโยชน์ต่างๆ ออกนอกกลุ่มทหาร โดยเฉพาะการดึงเทคโนแครตในภาคราชการและนักวิชาการต่างๆ เข้ามาช่วยงาน รวมทั้งการเกิดขึ้นของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรที่ต้องการจะเชื่อมเครือข่ายของผู้นำในภาค
ราชการเข้าด้วยกัน (ที่ต่อมาภายหลังได้เปิดรับเอกชนเข้าไปร่วม จนเป็นเครือข่ายของผู้มีอำนาจในทุกภาคส่วนมาจนถึงปัจจุบัน) ซึ่งปรากฏว่าได้ผลดี เพราะชนชั้นนำทั้งในภาคราชการและเอกชนได้เข้ามาปกป้องและประชาสัมพันธ์แง่มุมดีๆ ของทหารให้ออกไปในภาคส่วนต่างๆ
ดังจะเห็นได้จากการล่มสลายของทหารหลังเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 แล้วก็มีนักเลือกตั้งเข้ามามีอำนาจ แต่ก็มีอำนาจได้เพียงช่วงสั้นๆ เพราะในวันที่ 6 ต.ค. 2519 ทหารโดยความร่วมมือของชนชั้นนำจากภาคส่วนต่างๆ ที่เคยอุ้มชูกันมา ก็กลับคืนมามีอำนาจอีก ในช่วงนี้นี่เองที่ทหารได้หันมาใช้บริการของบรรดาเทคโนแครต นักกฎหมาย และนักวิชาการคนดังๆ มาเป็นมันสมองในการปฏิรูปการเมืองการปกครอง โดยอาจารย์ท่านนี้เปรียบเทียบให้เห็นว่านักร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2517 กับฉบับ พ.ศ. 2521 นั้นเป็นคนละกลุ่มกัน ซึ่งต่อจากนั้นนักร่างรัฐธรรมนูญในชุดนั้นก็เติบโต “สร้างสำนัก” ขึ้นมาเรื่อยๆ จนมีอิทธิพลในการร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับ 2540 และ 2550 ทั้งนี้เพราะมีความสามารถในการ “โน้มนำ” ทหารในบางเรื่อง
อาจารย์ท่านนี้ได้ยกตัวเลขจำนวนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติในยุคทหารว่า ส่วนหนึ่งถ้าไม่ใช่เพื่อนร่วมรุ่นของทหารที่มีอำนาจ ก็เป็นเพื่อนร่วมศึกษาในวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รวมทั้งกลุ่มทุนที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับทหาร หรือเคยสนับสนุนกิจกรรมของทหาร สำหรับในส่วนของนักวิชาการที่มาจากสายทหาร ส่วนหนึ่งก็คือนักวิชาการที่เคยสอนอยู่ในสถาบันทางทหารต่างๆ นั่นเอง และอีกส่วนหนึ่งก็ “วิ่งเต้น” หาคนฝากฝังเข้าไป
เพื่อนของผู้เขียนได้ยกมือถามอาจารย์ท่านนี้ว่า ทำไมคนเด่นคนดังเหล่านี้จึงไม่เคยตกอับ หรือสามารถร่วมงานกับทหารในทุกยุคสมัยได้เรื่อยมา ท่านอาจารย์ก็หัวเราะก่อนที่จะตอบอ้อมๆ แอ้มๆ ว่า “ทหารอาจจะคิดได้แค่นั้น หรือรู้จักคนอยู่แค่นั้น” แล้วก็หัวเราะฮ่าๆ บรรยายในเนื้อหาอื่นๆ กลบเกลื่อนไป เพื่อนคนนี้จึงเอาปัญหาดังกล่าวมาถามผู้เขียนอีกครั้ง ซึ่งผู้เขียนก็ตอบว่าอาจารย์ท่านตอบถูกแล้ว สักครู่เพื่อนคนนี้ก็หัวเราะฮ่าๆ ขึ้นมาดังๆ ก่อนจะพูดคำคมขึ้นมาว่า
“ถ้างั้นก็คงจะเป็นไพ่สำรับสุดท้ายของ คสช.”
ผู้เขียนปล่อยให้เพื่อนพูดต่อไป ซึ่งเขาก็สาธยายว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้น่าจะเรียกว่าฉบับปัญญา ”ชน” คือล้วนแต่เป็นคนเด่นคนดังที่มีสติปัญญาเป็นที่ยอมรับ แต่ก็มาออกอาการแสดงให้เห็นว่าแต่ละคนนั้นช่างดูดื้อรั้นเสียเหลือเกิน ต่างฝ่ายต่างคนก็ออกมา “ชน” กัน จนบางคนก็พ่ายแพ้ถอยออกไป แต่ที่ยังสู้ก็สู้ต่อจนเหมือนว่าจะเอากันให้ตายไปข้าง จนน่ากลัวว่าถ้าสู้กันจนตายไปหมดแล้ว ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้ไม่ได้ แล้วต่อไปจะเอาใครมาร่าง เพราะที่เอามาร่าง (คณะยกร่างฯ) และเอามาเป็นผู้ให้ข้อเสนอ (สปช.) รวมเกือบ 300 คนนี้ ก็คือคนดังๆ ชุดสุดท้าย
ผู้เขียนยังไม่ได้คุยกับเพื่อนคนนี้อีก แต่ถ้าเขายังติดตามข่าวสารบ้านเมืองก็อาจจะสบายใจขึ้นบ้างว่า การชนกันที่เพื่อนกลัวนั้นกำลังคลี่คลายไปในทางที่ดี เพราะมีการเจรจาเกี้ยเซี๊ยะกันอย่างเป็นขั้นเป็นตอน รวมทั้งการเอาใจกระแสสังคมอยู่เป็นระยะๆ อย่างเมื่อวันพืชมงคลที่ผ่านมาคณะยกร่างฯ ก็เสนอความเห็นถึง คสช.ว่าควรจะต้องมีการทำประชามติ อีกอย่างหนึ่ง คสช.ก็ไม่ใช่ผู้ที่ร่วมเล่นการพนัน แต่เป็น “เจ้าของกิจการ” ดังนั้นแกจะปิดจะเปิดอย่างไรก็ย่อมได้
เชื่อเถอะทหารไม่ยอมให้ใครเอาบ้านเมืองไป “วัดดวง” อย่างแน่นอน







