
ไม่สนปิดพีซทีวี เตรียมรุกออนไลน์ ขยายฐานชนชั้นกลาง
จับกระแสความเคลื่อนไหวของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.)
จับกระแสความเคลื่อนไหวของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) นับตั้งแต่มีการเรียกผู้บริหารโทรทัศน์ดาวเทียม 4 ช่อง ประกอบด้วย นิวส์วัน ฟ้าวันใหม่ ทีนิวส์ และพีซทีวี เข้ามาตักเตือนโดยอ้างเหตุผลว่า การนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการวิจารณ์นโยบายประชานิยมและการแสดงอัตลักษณ์แบ่งสี-แบ่งฝ่ายชัดเจน ซึ่งขัดกับข้อตกลงที่ได้สัญญาไว้กับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ก่อนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะอนุญาตให้มีการออกอากาศ
สถานการณ์ทวีความร้อนแรงยิ่งขึ้น เมื่อวันที่ 30 มี.ค. กสท.สั่งระงับการออกอากาศสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีซทีวีและทีวี 24 จนกระทั่ง กสท.มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตการออกอากาศของพีซทีวีในวันที่ 27 เม.ย. โดยอ้างว่ามีเนื้อหายั่วยุ ปลุกปั่น ขัดกับประกาศ คสช. ฉบับที่ 97 และ 103 รวมถึงกฎหมาย กสทช. มาตรา 37 ณ จุดนี้จึงเป็นที่มาของการเปิดใจ“จตุพร พรหมพันธุ์” ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
การระงับออกอากาศช่องพีซทีวีมักถูกนำไปเปรียบเทียบกับช่องการเมืองต่างสีขั้นอื่นๆ จตุพร มองว่า แต่ละคนทำหน้าที่ต่างกัน ไม่จำเป็นต้องทะเลาะกัน ยกตัวอย่าง ตนเองและเถกิง สมทรัพย์ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ฟ้าวันใหม่ (ช่องบลูสกาย) ที่พูดคุยหารือกันเสมอ ซึ่งเถกิงเองยังมองว่าบางรายการในช่องบลูสกายมีเนื้อหาเข้าข่ายยิ่งกว่า แต่ไม่อยากให้มีการปิดช่องการเมืองใด เพราะเท่ากับเป็นการปิดกั้นการรับรู้ของประชาชน และยังส่งผลต่อพนักงานที่อยู่ในองค์กรต่างๆ ในข้างต้นอีกด้วย
“ยังพูดเลยว่าแต่ละรายการของแกนี่ บลูสกายหนักอย่างไหนบ้างอย่างไรหรือแม้กระทั่งเอเอสทีวี ทีนิวส์ หรือช่องอื่นๆ หนักสาหัสสากรรจ์ ด้วยความสัตย์จริง ผมไม่อยากให้มีทีวีช่องใดโดนเหมือนช่องผม”
“ปรากฏการณ์นี้ชัดเจนว่า แม้กระทั่งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับพวกเรา เขาก็ยังไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของ กสทช. เพราะว่าระยะยาวไม่ได้เป็นผลดีกับใครเลย ฉะนั้นภาวนาว่าช่องอื่นๆ ขอให้รอด”
นอกจากนั้นแล้ว จตุพรยังชี้ทางออกของปัญหาดังกล่าวว่า ถ้าผู้จัดรายการทำผิดข้อตกลงก็สามารถเอาผิดผ่านช่องทางอื่นได้ เช่น การฟ้องหมิ่นประมาท ฯลฯ แต่ไม่ใช่การเพิกถอนใบอนุญาต เพราะเป็นการลงโทษที่ไม่ได้ส่งผลเฉพาะตัวบุคคล แต่กระทบกับผู้อื่นในองค์กรนั้นๆ ด้วย
“พูดง่ายๆ ว่าใจค่อนข้างโหดอำมหิตไปหน่อย ผมก็เปรียบเปรยว่า นี่ไม่พอใจผมใช่ไหม ไม่ต้องปาระเบิดใส่บ้านเลย เดี๋ยวมันจะโดนลูกเดินเมีย แค่ตะโกนว่า ตะโกนบอกให้เดินออกไปข้างนอก ผมจะออกไปให้ยิง อันนี้คนในบ้านก็ไม่ต้องตายเพราะคุณไม่พอใจผมไง”
จตุพร โยงหลักการดังกล่าวสู่ข้อเท็จจริง ว่า สรุปฝ่ายมีอำนาจขัดข้องใจในประเด็นใด กรณีนี้ไม่ใช่การขัดคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 97 หรือ 103 และไม่ใช่การขัดกฎหมาย กสทช. มาตรา 37 เพราะการตั้งข้อกล่าวหาเป็นเท็จมาตั้งแต่ต้น
ในวิกฤตย่อมมีโอกาส ประธาน นปช. เปิดเผยว่า ระหว่างที่ถูกปิดการถ่ายทอดผ่านดาวเทียม ได้พยายามสื่อสารกับประชาชนผ่านยูทูบเฟซบุ๊ก และทุกช่องทางที่จะสามารถสื่อสารได้ เพื่อแก้ไขสิ่งที่พีซทีวีไม่แข็งแรงและยกระดับประชาชนในการเข้าถึงเทคโนโลยี
“จากเดิมดูโทรทัศน์ที่บ้าน ที่ทำงาน ต่อไปนี้ดูที่ไหนก็ได้ เข้าถึงได้มากกว่าเท่ากับยกระดับประชาชน ปกติคนรากหญ้าดูโทรทัศน์ใช่ไหม ยิ่งคราวนี้ชาวบ้านศึกษาทีเดียว โทรศัพท์สองถึงสามพัน ก็ดูได้แล้ว ลูกหลานตั้งให้ กด 2 ทีดูได้... ยกระดับประชาชนชนิดที่ไม่ได้ตั้งใจ” จตุพร เผยถึงยุทธศาสตร์แก้ไขสถานการณ์วิกฤต ก่อนจะเดินหน้ายื่นเรื่องต่อศาลปกครอง และเข้าไปให้ถ้อยคำกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในสัปดาห์หน้า หลังจากได้ยื่นเรื่องต่อฮิวแมน ไรต์ส วอตช์ และองค์การสหประชาชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมา
เสี้ยวหนึ่งของชะตาพีซทีวียังต้องก้าวไปข้างหน้า ทว่าอดีตรากฐานของทีวีการเมืองช่องนี้สำคัญไม่น้อยกว่า จตุพรย้อนความหลังการตั้งช่องพีซทีวี ว่า เริ่มจากการระดมความคิดของ นปช. ในช่วงวิกฤตสุดซอย การชุมนุมทางการเมืองในปี 2557 หลังจากช่องทีวีที่ นปช.เป็นผู้ดำเนินรายการถูกปลดกลางอากาศ จึงเกิดแนวคิดที่จะสร้างรายการทีวีในระยะยาว เพื่อเป็นสมบัติให้กับประชาชนรุ่นต่อไป
“ช่วงที่ยังเดินไม่ได้ใครยื่นมือมาช่วยระดมกันก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเราเองเห็นว่าถ้าไม่มีช่องของประชาชนเลย เมื่ออยู่ดีๆ ถูกปลดออกจากผัง ดังนั้นทำให้เราคิดว่า นปช.ควรจะมีสื่อของตัวเอง เพราะ กปปส.ก็มีสื่อของตนเอง พันธมิตรก็มีสื่อของตนเอง...
ทำงานในกระบวนการประชาชน ต้องการสร้างสิ่งเหล่านี้ในวันที่เรายังมีแรง เพื่อคนที่จะมารับไม้ต่อ จะได้มีสิ่งเหล่านี้ไปรับใช้ประชาชน เหนือสิ่งอื่นใดโทรทัศน์มันเป็นกระบอกเสียง เป็นอาวุธที่มีอานุภาพของแต่ละฝ่าย”
แหล่งทุนที่มาของการจัดตั้งช่องพีซทีวียังเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สังคมตั้งคำถาม ว่า ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีส่วนช่วยเหลือในการระดมทุนหรือไม่? จตุพรไขข้อข้องใจทันทีว่า ท่านทักษิณระมัดระวังอยู่แล้ว ถ้าจะตั้งข้อสังเกตก็พิจารณาจากโฆษณาที่เข้ามาช่องนี้ ซึ่งในช่วงก่อนถูกปิดรายการที่ตนเป็นผู้ดำเนินรายการมีโฆษณาเข้ามาเต็มตลอด จึงสามารถที่จะหารายได้มาดำเนินการต่อไปได้
“โทรทัศน์เดี๋ยวนี้ใช้เงินไม่มาก สามารถพลิกแพลงทำของถูกให้มีราคาได้ ฉะนั้นที่นี่ใช้คนร้อยกว่าคน ช่องการเมืองด้วยกันของเราคนน้อยที่สุดแล้ว แต่ผู้จัดไม่ต้องใช้เงิน เพราะเป็นคน นปช. สถานที่ก็เช่าราคาถูกๆ กล้องอุปกรณ์ก็ใช้วิธีผ่อนส่ง ที่เหลือก็หาโฆษณามาลง ซึ่งค่าโฆษณาสูงกว่าช่องการเมืองอื่นๆ เพราะเรตติ้งสูง พูดง่ายๆว่า ขาดลอยทิ้งกันมาก”
ไม่เพียงเท่านั้นช่องพีซทีวียังถูกมองว่ามีแหล่งทุนใหญ่ในตลาดหุ้น ที่รู้จักในนาม “พระอาจารย์เพชร” หรือ พระครูวินัยธร ฐานกโร อดีตเจ้าอาวาสวัดประยงค์กิตติวนาราม เขตหนองจอก กรุงเทพฯ เกจิอาจารย์ชื่อดังที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจตุพร เป็นผู้ร่วมทุนสนับสนุนพีซทีวี ขณะที่ จตุพร ชี้แจงว่า ในช่วงแรกมีลูกศิษย์ของพระที่มีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจ จึงมีการแนะนำให้รู้จักกัน แต่ในทางปฏิบัติภาคธุรกิจเข้ามาร่วมกับการเมืองไม่ได้ เพราะหลักคิดทางการเมืองเป็นสิ่งที่เขาไม่ถนัด ส่วนการออกที่ผ่านมาพระก็ไม่ได้เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่แต่อย่างใด
กระแสที่บอกว่าพระเพชรนำรายได้จากตลาดหุ้นมาช่วยสร้างช่องพีซจริงหรือไม่? จตุพรย้อนถามทันทีว่า “แล้วพระมาเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนรายการหรือสินค้าอย่างไร มันไม่มี ที่สำคัญที่สุดเราจะทำอย่างนั้นไม่ได้ ความรู้สึกมันก็ไม่ได้ เพราะเราเองก็เป็นเป้าหลักอยู่แล้ว โลกความเป็นจริงต้องไปดูว่าโฆษณาเข้ามาเท่าไหร่”
นอกจากนั้นแล้ว จตุพรยังเปิดเผยรายได้ส่วนหนึ่งจากโฆษณาสินค้า ยกตัวอย่าง สินค้าบางชนิดสามารถสร้างรายได้กว่า 8-9 แสนบาท/การลงโฆษณาใน 1 สัปดาห์ ซึ่งเพียงพอต่อการผ่อนอุปกรณ์และค่าใช้จ่ายขององค์กรอีกด้วย
ท้ายสุดของการสนทนา จตุพรวาดภาพอนาคตของพีซทีวี ว่า สถานีโทรทัศน์แห่งนี้จะเป็นสมบัติของประชาชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ที่ผ่านมา นปช.เองคิดช่องทางเฉพาะในสถานการณ์ทางการเมือง จึงไม่ได้สนใจรูปแบบหรือวางโครงสร้างเพื่ออนาคต แต่วันนี้ตกผลึกร่วมกันว่าจะต้องมองไปที่อนาคต เพราะประชาชนจะต้องอยู่คู่กับประเทศไทย
“นึกขำเหมือนกันว่ามาคิดในวันที่ยากลำบาก แต่มันก็ผ่านไปได้ ตอนแรกก็ดูว่ายาก สักพักก็ดูมีโอกาสที่จะเดินได้”







