
ตัวแทนพรรคการเมืองค้านกลุ่มการเมืองลงเลือกตั้ง
“กมธ.ปฏิรูปการเมือง” เปิดเวทีระดมความเห็นตัวแทนพรรคการเมือง ค้านกลุ่มการเมืองลงสมัครเลือกตั้งส.ส.ซัดทำการเมืองย้อนยุคเป็นปชต.ครึ่งใบ
“กมธ.ปฏิรูปการเมือง” เปิดเวทีระดมความเห็นตัวแทนพรรคการเมือง ค้านกลุ่มการเมืองลงสมัครเลือกตั้งส.ส.ซัดทำการเมืองย้อนยุคเป็นปชต.ครึ่งใบ
เวลา 09.00 น. วันที่ 15 พ.ค. ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อการแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีตัวแทนจากพรรคการเมือง อาทิ นายสามารถ แก้วมีชัย อดีตส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายปิยชนก ลิมปะพันธุ์ จากพรรคชาติพัฒนา นายนิกร จำนง จากพรรคชาติไทยพัฒนา ผู้แทนสมาคมตำรวจ และสมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย ผู้แทนเครือข่ายภาคประชาชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมด้วย
โดยนายสมบัติ กล่าวเปิดเวทีสัมมนาตอนหนึ่งว่า ในการรับฟังความเห็นของพรรคการเมืองเพื่อนำไปประกอบการเสนอคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมและหากเป็นประเด็นที่เห็นตรงกับคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญที่ กมธ.ปฏิรูปการเมืองอยู่ระหว่างรวบรวมจะถือเป็นน้ำหนักของประเด็นต่างๆ ทั้งนี้ตนมีความหวังว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้จะถูกใช้ไปชั่วลูกชั่วหลาน ดังนั้นต้องทำให้ดี ให้ยั่งยืน ไม่เช่นนั้นอาจถูกคนรุ่นลูกประณามได้ว่าคนรุ่นพ่อเขาทำอะไรกัน ทั้งนี้ในวันที่ 18 พ.ค. นี้ กมธ.ปฏิรูปการเมืองจะจัดสัมมนาเพื่อรับฟังความเห็นของนักวิชาการด้านรัฐศาสตร็ และนิติศาสตร์ เพื่อรวบรวมประเด็นทำคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญด้วย ทั้งนี้ขอความร่วมมือในการอภิปรายไม่ให้โจมตีผู้อื่น
ทางด้านนายนิรันดร์ พันทรกิจ กมธ.ปฏิรูปการเมือง ชี้แจงว่ามี 7 ประเด็นที่จะให้ตัวแทนพรรคการเมืองและตัวแทนประชาชนอภิปรายแสดงความเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หากไม่เห็นด้วยจะให้ปรับหรือแก้ไขอย่างไร คือ 1. กลุ่มการเมืองตามร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองและสามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้2.ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมและจำนวนส.ส. ไม่น้อยกว่า 450 คน 3.ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจาก 3 รูปแบบ คือ คัดเลือกกันเองของตัวแทนกลุ่มต่างๆ เช่น อดีตข้าราชการ อดีตผู้บัญชาการเหล่าพัพ, มาจากการสรรหา ผ่านผู้แทนวิชาชีพ และจากการเลือกตั้ง 77 จังหวัดหลังถูกคัดเลือกโดยคณะกรรมการกลั่นกรอง 4.ที่มาและคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี 5.การตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะมาตรา 181 และมาตรา 182 , 6.คณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) เพื่อทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งแทนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) , 7.การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
จากนั้นเป็นการเปิดเวทีให้ตัวแทนพรรคการเมืองแสดงความเห็นในประเด็นแรก คือ กลุ่มการเมือง โดยนายสามารถ แก้วมีชัย จากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยกับกลุ่มการเมือง เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหาสำคัญคือการไม่มีภาวะผู้นำ ดังนั้นตนมองว่าควรส่งเสริมและสนับสนุนให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง เพื่ออุดมการณ์ ทั้งนี้ในกรณีที่มีการหาเสียงเลือกตั้งพรรคการเมืองที่นำนโยบายไปนำเสนอกับประชาชน บอกว่าใครจะเป็นนายกฯ ถือเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ขณะที่กลุ่มการเมืองไม่มีความชัดเจนว่าจะมีนโยบาย หรือนำนโยบายไปปฏิบัติได้จริงหรือไม่ อย่างไรก็ตามประเด็นพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้นตกผลึกมานานแล้ว ไม่อยากให้กลับไปแบบที่มีปัญหาอีก







