อดีตนายกสมาคมยิงปืนแจ้งเอาผิดผู้ว่าฯกกท.อ้างพบทุจริต
อดีตนายกสมาคมกีฬายิงปืนแห่งประเทศไทยแจ้งความดำเนินคดีผู้ว่าฯกกท.พร้อมพวก 6 คน อ้างพบทุจริตการสั่งซื้อกระสุนปืน
อดีตนายกสมาคมกีฬายิงปืนแห่งประเทศไทยแจ้งความดำเนินคดีผู้ว่าฯกกท.พร้อมพวก 6 คน อ้างพบทุจริตการสั่งซื้อกระสุนปืน
นายอธิปรัฐ กาญจนสุวรรณ อดีตนายกสมาคมกีฬายิงปืนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อสมัย ปี 2554-2557 เดินทางเข้าพบ พ.ต.ต.ชัยพร นิตยภัตร์ พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อแจ้งความให้ดำเนินคดีกับ นายสกล วรรณพงษ์ ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) พร้อมพวกอีก 6 คน ซึ่งเป็นคณะกรรมการของสมาคมยิงปืนแห่งประเทศไทย และนักกีฬาทีมชาติไทยในชุดปัจจุบัน ประกอบดด้วย นายณัฐวุฒฑ์ ประทีปะผลิต นายทศพร เหรียญเจริญ พ.ต.ท.วิรัตน์ การดี นายบุญกล้า สว่างแสง และ นักกีฬายิงปืนทีชาติชาย อีก 2 คน ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน มาตรา 7 “ห้ามมิให้ผู้ใดทำ ซื้อ มี ใช้ สั่ง หรือนำเข้า ซึ่งอาวุธปืน หรือ เครื่องกระสุนปืน เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ “ ภายหลังพบความผิดปกติเกี่ยวกับกระสุนปืนเถื่อนที่ใช้ในกิจการของสมาคมยิงปืนฯ
นายอธิปรัฐ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ นายสกล และพวก ในความผิดลักษณะเดียวกันมาแล้ว กรณีมีการรับบริจาคกระสุนปืนเพื่อใช้ในสมาคม แต่ไม่สามารถตรวจสอบที่มาที่ไปได้ โดยในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่ประเทศเมียนมาร์เมื่อ ปี2556 คณะกรรมการ กกท.อนุมัติ อนุมัติกระสุน รวม 7 ล้านนัด แต่นักกีฬากลับได้รับกระสุนไม่ครบจำนวน ทำให้สมาคมต้องขอรับบริจาคกระสุน ซึ่งก็มีภาคเอกชนหลายกลุ่มที่เข้ามาบริจาคกระสุนปืน แต่เป็นกระสุนปืนที่ไม่ได้มาตรฐาน จึงเชื่อว่าเป็นกระบวนการฟอกกระสุนปืนของกลุ่มค้าอาวุธเถื่อน ซึ่งความผิดปกติในการสั่งซื้อกระสุนที่ไม่สอดคล้องกับการฝึกซ้อมจริง ส่งผลให้นักกีฬาไทยไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะใช้กระสุนปืนที่ไม่ได้มาตรฐาน
นายอธิปรัฐ กล่าวต่ออีกว่า ตลอด 10 ปี ที่ผ่านมา พบว่ามีการทุจริตในการสั่งซื้อกระสุนปืนมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการตรวจสอบพบราคากระสุนที่แท้จริงนั้น อยู่ที่ 6-8 บาทต่อนัด แต่มีการสั่งจ่ายกันในราคานัดละ 16 บาท ส่วนต่างตรงนี้ทำให้ในแต่ละปีเกิดความเสียหายมูลค่ามหาศาลกว่าหลายสิบล้านบาท จึงนำหลักฐานมายื่นให้กับพนักงานสอบสวนเอาผิด และสืบสวนถึงผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมด้วย
เบื้องต้น พ.ต.ต.ชัยพร ได้รับเรื่องเอาไว้พร้อมกับสอบปากคำนายอธิปรัฐ เอาไว้เป็นหลักฐาน ก่อนจะเรียกตัวผู้ที่เกี่ยวข้องมาสอบปากคำเพิ่มเติม เพื่อจะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป







