posttoday
มติวิปสปช.เห็นควรทำประชามติร่างรธน.

มติวิปสปช.เห็นควรทำประชามติร่างรธน.

13 พฤษภาคม 2558

วิปสปช.มีมติเห็นควรทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แต่ต้องให้ทำใหประชาชนเกิดความเข้าใจก่อนดำเนินการ

วิปสปช.มีมติเห็นควรทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แต่ต้องให้ทำใหประชาชนเกิดความเข้าใจก่อนดำเนินการ

นายอลงกรณ์ พลบุตร เลขานุการวิปสปช. แถลงภายหลังการประชุมร่วมกันระหว่างวิปสปช. ประธานกรรมาธิการ 18 คณะ และคณะกรรมาธิการกระบวนการอีก 5 คณะ เพื่อหารือถึงเรื่องการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยที่ประชุมมีความเห็นว่า คือ 1.เห็นด้วยกับการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2.การออกเสียงประชามติดังกล่าวควรเป็นการลงประชามติทั้งฉบับภายหลังสปช.เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวแล้ว

3.กระบวนการออกเสียงประชามติต้องรอบคอบ รอบรู้ และต้องทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจในสาระและเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริงก่อนที่จะมีการออกเสียงประชามติ โดยสปช.และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพร้อมเป็น 2 หน่วยงานสำคัญในการให้ความรู้กับประชาน และ4.หน่วยงานที่จะมาดำเนินการต้องวางกติกาและกฎเกณฑ์ให้โปร่งใสและเป็นที่ยอมรับได้

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังมีการยกตัวอย่างด้วย เช่น แนวทางการออกเสียงประชามตินั้น ควรจะต้องมีระยะเวลาให้ประชาชนได้ศึกษาก่อนไม่น้อยกว่า 90 วัน หรือทำเหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่มีการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญกว่า 40 ล้านฉบับเพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาก่อนลงเสียงประชามติ

อย่างไรก็ดี ในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมในวันจันทร์ถึงวันพุธ ถึงวาระปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง แต่จะยังไม่กำหนดว่าจะมีการหารือผลการประชุมในวันนี้ (13พ.ค.) ต่อที่ประชุมสปช.ด้วยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับประธานสปช.ที่จะเป็นผู้กำหนดเวลาในการบรรจุในระเบียบวาระ

สำหรับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนั้นจะดำเนินการยกร่างได้หลังวันที่ 6 ส.ค. โดยจะแยกเป็น 2 ส่วน 1.กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และ2.กฎหมายปฏิรูป โดยในส่วนของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนั้น จะดำเนินการหลังร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบแล้ว ขณะที่กฎหมายปฏิรูปนั้นอาจจะมีการแก้ไขในร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องของการจัดทำกฎหมายปฏิรูป โดยอาจจะเพิ่มในบทเฉพาะกาลรวมถึงในบางหมวดของรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะทำให้เนื้อหาในภาค 4 เรื่องการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองของรัฐธรรมนูญนั้นสั้นลงด้วย

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน