
แผนบริหารจัดการ พิพิธภัณฑ์ไทยใอนาคต
บวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร ปฏิเสธว่ายังไม่มีการสั่งการเป็นลายลักษณ์อักษรในการสั่งย้าย พิพิธภัณฑ์นครปฐม
บวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร ปฏิเสธว่ายังไม่มีการสั่งการเป็นลายลักษณ์อักษรในการสั่งย้าย พิพิธภัณฑ์นครปฐม ที่ได้ทำไปเป็นแต่การหารือด้วยวาจาว่าถ้าย้ายควรเตรียมการ และวางแผนอย่างไร
ที่ต้องคิดและวางแผนดังกล่าวเพราะต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครปฐม ตั้งอยู่ในวัดพระปฐมเจดีย์เสี่ยงเรื่องความปลอดภัย เพราะเป็นพิพิธภัณฑ์เพียงแห่งเดียวที่ต้องปิดในเวลาตี 1 ตี 2 เมื่อตลาดโต้รุ่งที่ตั้งในวัดเช่นกันปิด
นอกจากนั้น พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็มีขนาดเล็ก ไม่สามารถขยายได้ เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ ยังเคยพูดกับภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑ์นครปฐมว่าน่าจะหาที่ตั้งใหม่เพื่อขยายให้ใหญ่ตามที่ต้องการ
กรมศิลปากรได้ทาบทามกรมธนารักษ์ เพื่อจะขอใช้พื้นที่ที่ตั้งเรือนจำเก่า เพื่อสร้างพิพิธภัณฑ์ แต่กรมธนารักษ์ตอบกลับเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2557 ว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในพื้นที่สีเขียว แปลว่าปฏิเสธมากลายๆ นั่นเอง
บวรเวท พูดถึงการเคลื่อนไหวของชาวนครปฐมที่คัดค้านการโยกย้ายพิพิธภัณฑ์ไปรวมที่อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ว่า ไม่รู้สึกกดดันแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับรู้สึกยินดีที่มีคนท้องถิ่นหวงแหนโบราณวัตถุ ถ้าหากท้องถิ่นทำได้ก็ควรทำตามแผนการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เมือง บริหารจัดการโดยท้องถิ่นเอง พร้อมกันนั้นได้ปฏิเสธว่าการที่มีข่าวย้ายพิพิธภัณฑ์นครปฐมไปอู่ทองนั้นไม่มีใบสั่งจากนักการเมือง เมืองสุพรรณ ขอปฏิเสธแทนได้เลย เพราะกรมศิลปากรยังไม่มีหนังสือ หรือคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรให้ย้าย การจะตัดสินใจย้ายหรือไม่อยู่ที่กระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากรเป็นคนคิด กำหนดแนวทางในการพัฒนา และแก้ปัญหา
กรมศิลปากรตั้งมา 104 ปี มีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในความดูแล 41 แห่ง แต่มีภัณฑารักษ์เพียง 93 คน ซึ่งไม่เพียงพอ จะขอเพิ่มก็ไม่ได้ ดังนั้นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กเช่นพิพิธภัณฑ์นครปฐม จึงมีภัณฑารักษ์คนเดียว แต่รับผิดชอบรอบด้านตั้งแต่รักษาความปลอดภัยไม่ให้โบราณวัตถุสูญหาย จนกระทั่งงานทะเบียน และจัดแสดงโบราณวัตถุ และวิชาการ
พูดถึงของในพิพิธภัณฑ์ถ้าสูญหาย เป็นความรับผิดชอบ ชดใช้เป็นเงินตามมูลค่า ดังที่เคยเกิดมาแล้วที่ พระนาดูน ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น หายไป 100 องค์ ตามกลับมาได้ 95 องค์ หายไร้ร่องรอย 5 องค์ ภัณฑารักษ์ รวมถึง รปภ. ต้องเฉลี่ยความรับผิดชอบจ่ายเงินเป็นค่าพระที่หายไป องค์ละ 1 แสนบาท ห้าองค์ ก็ 5 แสนบาท
การที่มีการเคลื่อนไหวในเรื่องเคลื่อนย้ายวัตถุโบราณจากพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก ไม่ใช่เฉพาะนครปฐม แต่มีที่อื่นๆ ด้วยก็คำนึงถึงความปลอดภัย และการพัฒนา เป็นสำคัญ เพราะพิพิธภัณฑ์ตั้งครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 จะอยู่กับที่ไม่ได้
ในขณะที่ยังไม่สามารถย้ายได้ตามที่วางแผน ก็มีข่าวดี ที่สำนักงบประมาณอนุมัติงบประมาณมาให้ 500 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2559 เพื่อสร้างคลังกลางเก็บวัตถุโบราณที่อยู่ในภาคกลาง เพื่อลดอัตราความเสี่ยงในการรักษาความปลอดภัย แต่คลังกลางแห่งนี้ที่มีพื้นที่ 7,000 ตารางเมตร กว่าจะเสร็จใช้งานได้ก็อีก 3 ปี เรื่องการวางแผนพัฒนาพิพิธภัณฑ์นั้น อธิบดีคนก่อนๆ คิดและวางแผนกันมาตั้งแต่ พ.ศ. 2526-2527
กระทรวงวัฒนธรรมจะเป็นผู้ชี้ขาด ไม่ใช่อธิบดีกรมศิลปากร เช่นพิพิธภัณฑ์นครปฐมก็แค่พูดคุยวางแผน ยังไม่หนังสือสั่งการแม้แต่ฉบับเดียว







