
แก้ปัญหายุโรป ไม่คืบหน้า
โดย...ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล
โดย...ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล
ท่านผู้อ่านอาจจะงงเมื่อผมพูดว่าต้นตอปัญหายุโรปส่วนหนึ่งเกิดจากจีนสมมติมี 2 ประเทศที่ระดับการพัฒนาต่างกัน มีการค้าขายระหว่างกันอย่างเสรีโดยไม่มีการกีดกัน โดยประเทศที่พัฒนาต่ำกว่า เปิดให้ต่างชาติลงทุนเต็มที่ นำเข้าเทคโนโลยีและการบริหารจัดการ และคนในประเทศขยันขันแข็ง
ยิ่งเวลาผ่านไปนาน ยิ่งมีการค้าขายระหว่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ ประเทศพัฒนาต่ำกว่าจะชำนาญในกิจกรรมบางอย่างดีขึ้น จนวันหนึ่งจะเท่าเทียมกับประเทศพัฒนาสูงกว่า โดยเฉพาะกิจกรรมที่เน้นแรงงาน ผลที่จะเกิดขึ้น ค่าแรงในประเทศพัฒนาสูงกว่าจะเริ่มชะงักงัน และบีบให้ต้องค่อยๆ เลิกกิจกรรมที่ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศพัฒนาต่ำกว่า ต้องหันไปทำสิ่งที่ตัวเองมีความสามารถเด่นกว่าแทน
ย้อนไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว จีนเริ่มเปิดประเทศและร่วมขบวนการค้าขายของโลกอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้ทุกประเทศพบว่าความสามารถในการแข่งขันที่ตัวเองมีอยู่เดิมนั้น บัดนี้มีจีนเข้ามาแข่งขันเสียแล้ว อัตราค่าแรงที่เดิมแม้อยู่ในระดับสูงก็อาจจะยังพอแข่งขันได้ แต่มาถึงวันนี้ในตลาดการค้าใหม่ อัตราค่าแรงเดิมแข่งกับจีนไม่ได้เสียแล้ว
กลุ่มแรกที่ถูกกระทบโดยตรง คือ อุตสาหกรรมการผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีต่ำ แต่พอเวลาผ่านไปก็จะค่อยๆ ลามไปยังสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงมากขึ้นๆ ส่วนอุตสาหกรรมที่ไม่ได้แข่งกับจีนโดยตรง แรกๆ ยังไม่ถูกกระทบมากนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปแรงงานที่ล้นไหลจากอุตสาหกรรมที่โดนกระทบรอบแรก ก็จะเปลี่ยนอาชีพมาแข่งกับอุตสาหกรรมต่างๆ และกดดันค่าแรงทั่วไป
แม้แต่พนักงานออฟฟิศ เมื่อธุรกิจที่แข่งขันไม่ได้ต้องปิดกิจการ ก็ต้องย้ายไปทำงานในอุตสาหกรรมอื่นๆ แทน กดดันเงินเดือนพนักงานออฟฟิศด้วยไม่ต่างจากกรณีแรงงาน
อันที่จริงผู้อ่านอาจแย้งว่าในทุกๆ วัน มีประเทศที่ฐานะต่ำมีการค้าขายกับประเทศที่ฐานะดีกว่าอยู่ตลอดเวลา ทำไมไม่เห็นมีผลกระทบมากเท่าใด ประเทศที่จนก็ยังยากจนเหมือนเดิม
ในความเห็นของผม ข้อแตกต่างเกิดจากขนาด ประเทศจีนมีจำนวนประชากรและพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจใหญ่โตมาก การปลุกมังกรที่หลับให้ตื่นขึ้นจึงมีผลมหาศาล นอกจากนี้ เนื่องจากมีขนาดเป็นยักษ์ใหญ่ จีนจึงสามารถลงทุนสร้างโรงงานผลิตวัตถุดิบแทบทุกประเภท จนปริมาณเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ทำให้ราคาวัตถุดิบต่ำเอื้ออำนวยต่ออุตสาหกรรมทุกประเภท
และปริมาณการผลิตที่ใหญ่โตมาก ทำให้ทุกสินค้ามีการผลิตชิ้นส่วนองค์ประกอบต่างๆ ได้ในจีนอย่างครบถ้วน จูงใจทำให้ผู้ผลิตสะดวก จึงต้องการลงทุนรวมศูนย์อยู่ที่จีน แม้แต่ประเทศอาเซียน ต่อให้ค่าแรงในจีนสูงขึ้น อาเซียนก็ไม่สามารถดึงฐานการผลิตออกไปจากจีนได้ง่ายนัก เพราะไม่สะดวกด้านชิ้นส่วนอุปกรณ์เท่ากับจีนในอุตสาหกรรมที่ซับซ้อน ปรากฏว่าจีนยังโชคดีที่มีประเทศอาเซียนบุกเบิกการผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ไว้มาก จึงสามารถเชื่อมวงจร Supply Chain ส่งชิ้นส่วนไปประกอบขั้นสุดท้ายในจีนด้วยเหตุนี้ ประเทศใดไม่ยอมปรับตัว ก็จะตกที่นั่งลำบาก
กรณีประเทศอาเซียนนั้นตกที่นั่งลำบากไปแล้ว ผู้อ่านคงจำได้ว่าหลังจีนเปิดประเทศระยะหนึ่ง เศรษฐกิจของประเทศอาเซียนก็ถูกบีบ ค่าแรงไม่สามารถแข่งกับจีนได้ การปรับตัวเกิดขึ้นในรูปของวิกฤตต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจอาเซียนหดตัวประกอบกับค่าเงินที่ลอยตัวอ่อนลง ทำให้ค่าแรงที่แท้จริงต่ำลง พูดง่ายๆ คือประเทศอาเซียนถูกหมัดน็อกล้มลงไป แล้วค่อยๆ พยุงตัวฟื้นขึ้น อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจที่เคยอยู่ในระดับสูงตัวเลข 2 ตัวก็ลดลงมาเหลือเพียงปานกลาง
ผมเห็นว่าสหรัฐก็โดนหมัดน็อกล้มลงไปนอนนับแปดเช่นกัน ในรูปวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เนื่องจากเดิมนอกจากค่าแรงสูงแข่งไม่ได้แล้ว คนสหรัฐยังชอบกินชอบใช้เกินตัวด้วย และยอมเป็นหนี้เพื่อการนี้ จึงทำให้สหรัฐขาดดุล
การค้ากับจีนหลายปีติดต่อกัน เงินสำรองของจีนท่วม จีนไม่รู้จะเอาเงินไปไหน ต้องขนเงินกลับมาลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ
เงินจีนที่ไหลเข้าลงทุนในสหรัฐกดดันให้ดอกเบี้ยระยะยาวลดต่ำ ประกอบกับสภาวะเป็นหนี้เพื่อใช้จ่ายเกินตัว ทำให้เกิดฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์สหรัฐ จนในที่สุดฟองสบู่แตกและต้องปรับตัวครั้งใหญ่
สหรัฐปรับตัวอย่างถูกวิธี ด้วยการอัดฉีดเงินเข้าระบบ แต่ในเวลาเดียวกันสหรัฐไม่คุ้มครองแรงงานหรือธุรกิจใด แต่เปิดให้แข่งขันกันเต็มที่ ใครดีใครอยู่ ในวันนี้เศรษฐกิจสหรัฐจึงเริ่มฟื้นตัว และธุรกิจที่รอดก็เข้มแข็ง
แต่ยุโรปไม่ยอมปรับตัวอย่างถูกวิธี แทนที่จะเน้นยกเลิกการคุ้มครองแรงงานที่โอเวอร์เกินสมควร หรือยกเลิกการห้ามธุรกิจแข่งขันข้ามเขต หรือเลิกให้บำนาญแก่ประชาชนในระดับที่เกินกำลังที่รัฐจะรับได้ ยุโรปกลับอัดฉีดเงินเข้าระบบในโครงการคิวอีอย่างเดียว เพื่อให้ค่าเงินอ่อนลงและเอื้อต่อการลงทุนภาคเอกชน สาเหตุเพราะการแก้ปัญหาแบบถูกจุดนั้นเจ็บปวด ส่วนการแก้ปัญหาด้วยการพิมพ์เงินเพิ่ม ไม่มีใครเดือดร้อนนัก
แต่การพิมพ์เงินอย่างเดียว ยังไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่แท้จริง ไทยจึงควรติดตามดูแนวทางของยุโรปเพื่อใช้เป็นบทเรียนสำหรับอนาคต







