
TECHNOLOGY LICENSING
ช่วงนี้รัฐบาลดูจะให้ความสนใจกับวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้น
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ช่วงนี้รัฐบาลดูจะให้ความสนใจกับวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้น แน่นอนว่า เรื่องของดิจิทัลก็อยู่ภายใต้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ด้วย
ความสนใจนี้มีตัวอย่างเช่น ท่านนายกฯ ได้พูดถึงการจะเพิ่มงบวิจัยและพัฒนาด้าน วทน. เป็น 2% ของ GDP และการที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการ Talent Mobility นอกจากนี้ก็ยังเห็นมีร่างกฎหมายใหม่ๆ ออกมาสนับสนุนการลงทุนด้านวิจัยทาง วทน. รวมไปถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี (การขายหรือโอนเทคโนโลยี โดยมีใบอนุญาตที่เรียกกันว่า License) และการลงทุนจากต่างประเทศทางด้านวิจัยและพัฒนา วทน.
ผู้เขียนจึงคิดว่าน่าจะพูดเรื่องการ License Technology หรือการขายหรือโอนเทคโนโลยีโดยมีสัญญา ซึ่งที่จริงผู้เขียนได้เคยเขียนถึงไปแล้ว แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาทั่วๆ ไป ที่เห็นว่าน่าจะต้องเขียนถึงเรื่องนี้กันอีก ก็เนื่องจากว่าการเจรจาต่อรองและการขายหรือโอนเทคโนโลยีด้าน วทน. ซึ่งมีเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น แตกต่างจากการเจรจาขายหรือโอนสินทรัพย์ที่จับต้องได้ทั่วๆ ไป แน่นอนว่าในการทำสัญญาทางธุรกิจนั้น ในที่สุดต้องมีผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายเป็นผู้จัดการ ซึ่งบทความนี้ไม่ตั้งใจจะให้มีผลเข้าไปแทนที่ผู้แนะนำของสำนักงานกฎหมาย แต่ต้องการให้คนไทยโดยเฉพาะนักธุรกิจรายเล็กและรายย่อยมีความคุ้นเคยกับเรื่องการขาย/โอน เทคโนโลยีทางด้าน วทน. หรือต่อไปนี้จะเรียกว่า License กันพอสมควร จะได้พอเข้าใจได้ว่าจะสื่อสารกับนักกฎหมายหรือสำนักงานกฎหมายอย่างไร
ดังที่กล่าวไปแล้วว่า ผู้เขียนเคยเขียนเรื่อง License ทาง วทน.ไปแบบพื้นๆ แล้ว เช่น License นี้ทำได้ทั้งกับทรัพย์สินทางปัญญา ที่เป็นสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า ฯลฯ รวมถึงว่าการเจรจาเพื่อ License นั้น คู่เจรจาจะมีผลประโยชน์ต่างกัน เช่น การเจรจาทั่วๆ ไป แต่แน่นอนว่า จะมีส่วนหนึ่งที่เป็นผลประโยชน์ที่สามารถตกลงกันได้ เป็นแบบ “win-win”
ในครั้งนี้ จึงจะเขียนเพิ่มเติมบางประเด็น ในการเตรียมตัวเจรจา License เช่น ดูว่าต้องมีอะไรที่จะตกลงกันก่อนไหม (Preliminary agreements) เช่น
- ความตกลงในการเก็บความลับ (Confidentiality agreements) หรือที่เรียกว่า non-disclosure agreements ซึ่งมีความสำคัญพอๆ กับตัว License เพราะจะเป็นการคุ้มครองธุรกิจและกระบวนการ/เทคนิคที่ผู้เป็นเจ้าของต้องเปิดเผยให้ผู้สนใจจะซื้อทราบในบางส่วน
อีกประการหนึ่งที่ผู้เขียนเขียนถึงเรื่องนี้ ก็เนื่องจากได้เห็นคลิปไทย-โตเกียวบานาน่า ที่เวียนกันในไลน์ ซึ่งจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็ตาม หากผู้จะเปิดเผยเทคโนโลยีได้รู้หลักการว่า ชาวบ้านโดยเฉพาะประเทศที่เขารู้เรื่องทรัพย์สินทางปัญญากันเป็นอย่างดี เขาทำความตกลงนี้ไว้ก่อน บริษัทขนาดเล็กและกลางจะได้ไม่เสียเปรียบ
- Interim agreements, Feasibility agreements และ Prototype agreements ความตกลงเหล่านี้จำเป็นต้องมี เนื่องจากของที่ออกมาจากห้องทดลองนั้น ยังไม่ใช่สินค้าสำเร็จรูป อาจเป็นก้อนอะไรสักก้อนที่ต้องไปพัฒนาต่อ อาจเป็นสูตร หรือเป็นกระบวนการอะไรสักอย่าง ซึ่งผู้ที่จะ License ไปอาจต้องการข้อมูลหรือรายละเอียดมากขึ้นเพื่อให้มองเห็นภาพได้ว่า ไอ้ที่จะ License ไปนั้นมันใช้ได้ จึงต้องมีการตกลงกัน เช่น ต่างคนต่างจะรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายของตัวเอง หรือใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ค่าเครื่องมือหากต้องการจัดหามาเพิ่ม หรือค่าข้อมูล (Data) ต่างๆ ใครจะเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ใครจะรับผิดชอบทำงานอะไร ใครจะทำ Prototype หรือทำการทดสอบ แล้วเรื่องการเก็บเป็นความลับจะต้องมีไว้ดังกล่าวแล้วข้างต้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องอื่นๆ เช่น วันสิ้นสุดสัญญา ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ใช่สัญญาระยะยาว เป็นต้น
ประเด็นสำคัญ คือ สัญญาทั้งหลายที่กล่าวข้างต้น ยังไม่ใช่สัญญา Technology Licensing Agreement และห้ามใช้สิ่งที่เรียกว่า Letters of Intent หรือ MOU (Memorandum of Understanding) เด็ดขาด
ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนี้ เป็นเพียงแค่สิ่งที่เรียกว่า Preliminary agreement เท่านั้น ยิ่งถ้าประเทศไทยจะเป็น AEC ก็ยิ่งต้องเตรียมตัวและเข้าใจในเรื่องนี้ให้ดี สำนักงานกฎหมายของไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญานั้นมีน้อย สำนักงานกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญมักจะเป็นสำนักงานข้ามชาติแล้วก็คิดค่าทนายกันเป็นชั่วโมงจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ไว้บ้าง เพราะอย่างไรเสีย ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เทคโนโลยีการสื่อสารและการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจทำให้โลกของเราแคบลง โดยเฉพาะในด้านธุรกิจการค้า การสื่อสาร และคมนาคม จะปฏิเสธอย่างไรก็หนีไม่พ้น สู้พยายามเรียนรู้ไว้ดีกว่า
ผู้เขียนเคยเห็นกรณีพิพาทที่ฝ่ายหนึ่งจ้างสำนักงานกฎหมายราคาแพงเป็นทนายให้ รู้เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเป็นอย่างดี กับอีกฝ่ายที่จ้างสำนักงานกฎหมายทั่วๆ ไป จะด้วยความขี้เหนียวหรือขาดความรู้ก็ไม่แน่ใจ แต่จะว่าไม่มีเงินจ้างคงไม่ใช่ เพราะเป็นระดับใหญ่พอๆ กัน แต่ในที่สุดบริษัทที่ประหยัดก็ไม่สามารถปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของตนไว้ได้ แม้แต่เรื่องลิขสิทธิ์ ทั้งๆ ที่มีช่องทางชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก
ที่จริงรายละเอียดก่อนทำ License agreement รวมถึงการเตรียมตัวยังมีอีกมาก แต่ประเด็นหลัก (Key Issue) ก็เป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งคงต้องเขียนต่อในคราวหน้า เนื่องจากเนื้อที่ไม่เพียงพอ







