
เอดีบีปรับกลยุทธ์ รับมือจีนเข็น ‘เอไอไอบี’
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปีนับตั้งแต่ที่พญามังกรแห่งเอเชียอย่างจีน ประกาศจัดตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (เอไอไอบี) เมื่อช่วงปลายปี 2014 ที่ผ่านมา โครงสร้างและหลักการของธนาคารดังกล่าวก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างและเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น
กระทั่งนักวิเคราะห์หลายสำนักยอมรับว่าเป็นไปได้อย่างมากที่จีนจะสามารถดำเนินการจัตตั้งเอไอไอบีให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ตามเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้ในปีนี้ได้สำเร็จ
ขณะเดียวกัน เอไอไอบียังสามารถสร้าง “เซอร์ไพรส์” เล็กๆ เมื่อหลายชาติจากฝั่งยุโรป เช่น อังกฤษ เยอรมนี ประกาศแสดงความจำนงขอเข้าร่วมเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งธนาคารแห่งนี้
เรียกได้ว่า นาทีนี้หากเอ่ยชื่อ “เอไอไอบี” น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก หรือไม่เคยได้ยินอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม
นอกเหนือจากประเด็นการก่อตั้งที่ต้องติดตามกันต่อไปว่าจะเป็นไปอย่างไรแล้ว อีกหนึ่งสถานการณ์ที่น่าสนใจก็คือการแข่งขันที่จะเป็นไปอย่างเข้มข้นขึ้น
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า นับต่อจากนี้ ภูมิภาคเอเชียจะไม่ได้มีแหล่งกู้ยืมแห่งเดียวอีกต่อไป เหมือนที่ทางการจีนกล่าวอย่างชัดเจนว่า เป้าหมายของการก่อตั้งเอไอไอบีก็เพื่อสร้างทางเลือกให้กับนานาประเทศในเอเชีย
ทั้งนี้ เป็นที่รับทราบโดยทั่วไปอยู่แล้วว่า เมื่อเอ่ยถึงสถาบันการเงิน หรือแหล่งกู้ยืมเงินของเอเชีย ย่อมหมายถึง ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 1966 โดยมีญี่ปุ่นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สัดส่วน 12.84% ตามด้วยสหรัฐที่ 12.75%
จากจุดเริ่มต้นที่มีสมาชิก 31 ประเทศ ปัจจุบันเอดีบีขยายขนาดโดยมีชาติสมาชิกทั้งหมด 67 ประเทศ แบ่งเป็นชาติสมาชิกภายในภูมิภาคเอเชีย 48 ประเทศ และนอกภูมิภาคอีก 19 ประเทศ
ยิ่งไปกว่านั้น บลูมเบิร์กรายงานว่าตลอดระยะเวลาเกือบ 50 ปีของเอดีบี บรรดาชาติในเอเชียไล่เรียงตั้งแต่อินเดีย เวียดนาม ไปจนถึงอินโดนีเซีย ต่างได้รับอานิสงส์จากธนาคารเอดีบีแห่งนี้ในฐานะผู้สนับสนุนเงินทุนให้กับโครงการเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ของชาติสมาชิกต่างๆ มากมาย
อย่างไรก็ตาม ความสำคัญหนึ่งเดียวของเอดีบีกำลังเปลี่ยนแปลงไปจากการก้าวเข้ามาของเอไอไอบี และกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เอดีบีจำต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองขนานใหญ่
เป็นการปรับเปลี่ยนที่ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักเห็นตรงกันว่าจะก่อให้เกิดบรรยากาศของการแข่งขันเพื่อดึงดูดเหล่าประเทศในเอเชียเพื่อให้ตัดสินใจกู้ยืมเงินจากฝ่ายตน
หลักฐานยืนยันความคิดเห็นข้างต้นก็คือการตัดสินใจของเอดีบีเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาที่กรุงบาคู ประเทศอาเซอร์ไบจาน ซึ่งจะมีการยกเครื่องระบบการให้ทุนเพื่อการพัฒนาของตน เพื่อกระตุ้นปริมาณการกู้ยืมให้มากถึง 50% หรือราว 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐภายในปีนี้
นอกจากนี้ เอดีบียังเปิดเผยว่าจะปรับระบบการให้กู้ยืมเงินของตนเอง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการควบรวมกองทุนเพื่อการพัฒนาเอเชียเข้ากับบัญชีงบดุลของแหล่งเงินทุนที่มาจากเงินเพิ่มทุนของธนาคาร (โอซีอาร์) ในปี 2017 ซึ่งจะส่งผลให้ขนาดกองทุนของเอดีบีใหญ่ขึ้นจนสามารถให้กู้ยืมเงินในโครงการต่างๆ เพิ่มมากขึ้น
สำหรับกองทุนเพื่อการพัฒนาเอเชียของเอดีบีนี้ตั้งขึ้นเมื่อปี 1973 โดยมีเป้าหมายเพื่อปล่อยกู้แบบเงื่อนไขผ่อนปรนหรือเป็นการให้เปล่ากับบรรดาชาติยากจน ขณะที่โอซีอาร์จะเป็นกองทุนเพื่อปล่อยกู้ให้กับประเทศรายได้ระดับกลางด้วยดอกเบี้ยตามอัตราตลาด
แถลงการณ์ของเอดีบีระบุว่าโครงการริเริ่มข้างต้นจะทำให้เอดีบีสามารถให้ความช่วยเหลือประเทศยากจนในเอเชียได้มากถึง 70% ขณะเดียวกันการควบรวมดังกล่าวยังทำให้มูลค่าความช่วยเหลือของธนาคารเพิ่มแตะระดับ 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐภายในไม่กี่ปีข้างหน้า จากมูลค่าเดิมที่ 2.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปี 2013
เท่านั้นยังไม่พอ เอดีบียังจัดตั้งกองทุนสำหรับให้การสนับสนุนโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน ตลอดจนกองทุนที่จะทำงานร่วมกับเอไอไอบี โดย ทาเคฮิโกะ นากาโอะ ประธานเอดีบี ระบุชัดว่า เตรียมจะร่วมมือด้านเงินทุนกับเอไอไอบี เพราะ 80% ของโครงการภายใต้การดูแลของเอดีบีล้วนเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานทั้งสิ้น
ยิ่งไปกว่านั้น ธนาคารเอดีบียังมีแผนการตั้งกองทุนมูลค่า 150 ล้านเหรียญสหรัฐภายในสิ้นปีนี้ เพื่อช่วยชาติสมาชิกสำหรับทำการศึกษาวิจัยถึงความเป็นไปได้ของการจัดทำโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน
ขณะเดียวกัน เอดีบียังได้ลงนามในข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนที่ปรึกษากับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง เช่น เอชเอสบีซี โฮลดิ้ง และธนาคารโตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ เพื่อหาหนทางให้ทุนเอกชนสามารถเข้าถึงโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานสำคัญๆ ของภูมิภาคเอเชียได้อย่างรวดเร็ว
ความเคลื่อนไหวข้างต้นทั้งหมดของเอดีบี ทำให้นักวิเคราะห์จากหลายสำนักเห็นตรงกันว่าเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อเสริมศักยภาพของเอดีบีให้แข็งแกร่ง เพื่อรับมือกับการเข้ามาของเอไอไอบีในอนาคต
ไหวโฮเหลียง นักเศรษฐศาสตร์ของ บาร์เคลย์ส ประจำสิงคโปร์ แสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่า เอดีบีจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงตัวเองเพื่อเป็นเครื่องรับประกันว่าเอดีบีจะยังคงเป็นแหล่งทุนหลักในโครงการสาธารณูโภคหรือเมกะโปรเจกต์ต่างๆ สำหรับประเทศด้อยพัฒนาในภูมิภาคเอเชียต่อไป
อย่างไรก็ตาม แม้การแข่งขันดังกล่าวจะมีแนวโน้มดุเดือด กระนั้นเมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่าบรรดาชาติกำลังพัฒนาเอเชียกำลังต้องการเงินกว่า 8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของตน ระหว่างปี 2010-2020 นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งจึงเห็นว่าเอเชียยังคงมีพื้นที่ว่างเพียงพอสำหรับทั้งเอดีบีและเอไอไอบี
“เราจำเป็นต้องมีทั้งเอไอไอบีและเอดีบีเพราะความต้องการเงินทุนสำหรับโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานมีขนาดที่ใหญ่มาก กระทั่งสถาบัน (การเงิน) เพียงแห่งเดียวไม่สามารถเติมเต็มความต้องการนี้ได้” บัมบัง โบรดโจเนโกโร รัฐมนตรีคลังแห่งอินโดนีเซีย แสดงความเห็นระหว่างการประชุมประจำปีของเอดีบี ที่ประเทศอาเซอร์ไบจาน เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ รัฐมนตรีคลังอินโดนีเซียยังสรุปว่าเอเชียจึงต้องการความร่วมมืออย่างแข็งแกร่งระหว่างเอดีบีกับเอไอไอบี ซึ่งจะเป็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญยิ่งต่อแทบทุกประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย
เรียกได้ว่าเป็นความเห็นที่ช่วยสรุปสถานะและจุดยืนภายในภูมิภาคเอเชียของทั้งเอดีบีและเอไอไอบีได้เป็นอย่างดี
กระนั้น ด้วยความเป็นสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่มีเป้าหมายใกล้เคียงกัน จนแทบจะเรียกว่ามีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ตลอดจนการมีกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากที่สถาบันการเงินทั้งสองแห่งจะหลีกเลี่ยงการแข่งขันในการยื่นเงื่อนไขหรือสิทธิประโยชน์ในสารพัดโครงการต่างๆ ในเอเชีย







