
ม.44ยาแรงกันปฏิวัติเสียของ
ทันที ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงนามในคำสั่งหัวหน้า คสช. มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ทันที ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงนามในคำสั่งหัวหน้า คสช. มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการจำหน่าย “สลากกินแบ่งรัฐบาล” ก็สะท้อนชัดถึงความยิ่งใหญ่ของตัวเขาในฐานะผู้นำคณะปฏิวัติทันที
แม้จะรู้กันตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวประกาศใช้แล้วว่า อำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ ตามมาตรา 44 นั้นไม่ธรรมดา แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่า อำนาจที่อยู่เหนือฝ่ายบริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัตินั้น จะถูกใช้จริงเข้าในรูปแบบนี้สักวันหนึ่ง
เพราะเพียงจรดปากกาลงนาม บอร์ดสลากกินแบ่งฯ ก็พ้นจากตำแหน่ง และพระราชบัญญัติสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2517 ก็ถูกแก้ทันที เพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ สามารถแต่งตั้งบอร์ดใหม่ และตั้งกองทุนฯ ใหม่ภายใต้สำนักงานสลากกินแบ่งฯ ได้อีกด้วย
แปลว่า พระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2517 สามารถแก้ได้โดยคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ เพียงคนเดียว และก็เท่ากับว่ากลไกสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่มีความหมายอะไร หากหัวหน้า คสช.ต้องการแก้ปัญหาในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าจำเป็นเร่งด่วน
การยกเครื่องโครงสร้างสำนักงานสลากกินแบ่งแห่งชาติครั้งนี้ มีจุดประสงค์เดียวคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้ลอตเตอรี่ถูกขายในราคาคู่ละไม่เกิน 80 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ควรจะเป็นมานานแล้ว
หลายคนอาจคิดว่าไม่สำคัญอะไร แต่ต้องไม่ลืมว่า ในวันแรกๆ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศตัวเป็นรัฏฐาธิปัตย์ นี่คือสิ่งที่เขาประกาศกร้าวว่าต้องทำให้ได้ แต่จนแล้วจนรอด 1 ปีที่ผ่านมา ลอตเตอรี่ก็ยังถูกขายที่ราคาคู่ละ 110-130 บาทอยู่ดี
ด้วยศักดิ์ศรีทหาร ที่ต้องยึดสัจจะ “คำไหนคำนั้น” การแก้ปัญหาลอตเตอรี่จึงเป็นความสำคัญลำดับแรกๆ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ นึกถึง
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นแค่ตัวอย่างสำคัญจากการใช้มาตรา 44 เพราะหลังจากยกเลิกกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา ก็จะพบว่าอำนาจดังกล่าวถูกใช้มามากกว่า 10 ครั้ง จนกลายเป็น “ยาแรง” เพื่อแก้ทุกปัญหาเฉพาะหน้า
เป็นต้นว่า ใช้เพื่อแต่งตั้งให้นายทหาร เป็น “เจ้าพนักงาน” แทนกฎอัยการศึกที่ถูกยกเลิกไป การใช้อำนาจแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อ “ปฏิรูปการศึกษา” ไปจนถึงการตั้งศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย อันเป็นผลพวงจากการถูก “ใบเหลือง” เรื่องการค้ามนุษย์ ในภาคการประมง
มาตรา 44 จึงเป็นยาแรงที่ลดและลัดทุกขั้นตอนของระบบราชการ ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ยุ่งยาก และทำให้รัฐบาลทหารได้แสดงฝีมือ ลดข้อครหาเรื่องการเป็นศูนย์รวมรัฐราชการ เหมือนที่ฝ่ายตรงข้ามเรียกขานมาตลอด 1 ปี
ต้องไม่ลืมว่า รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ถูกประชาชนเรียกว่า “รัฐบาลฤาษีเลี้ยงเต่า” จากการตัดสินใจแก้ปัญหาล่าช้า และสุดท้ายความไม่เด็ดขาดในการตัดสินใจก็ทำให้การรัฐประหาร 19 ก.ย. ถูกเรียกว่า “เสียของ”
ความกดดันจึงตกลงมายัง คสช. ว่าทำอย่างไรไม่ให้การรัฐประหารครั้งนี้ถูกเรียกเหมือนเดิมอีกครั้ง เพราะฉะนั้นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดอย่างมาตรา 44 ในฐานะยาแรง จึงถูกงัดขึ้นมาใช้อย่างเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ในวันที่ย่างเข้าสู่ 1 ปีของการยึดอำนาจ
อย่างไรก็ตาม “ยาแรง” ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็น “ยาดี” เสมอไป เพราะหากใช้แบบหว่านแห แก้ทุกประเด็นโดยข้ามทุกขั้นตอน ไม่ฟังเสียงใคร สุดท้ายก็อาจสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา กลายเป็นบูเมอแรงสะท้อนชิ่งกลับมายังรัฐบาลได้ทุกเมื่อ
เป็นต้นว่า หากแก้ปัญหาราคาลอตเตอรี่ไม่ได้ หรือปฏิรูปการศึกษาไม่สำเร็จในระยะเวลาอันสั้น ก็หมายความว่า มาตรา 44 ไม่ได้มีความศักดิ์สิทธิ์พอ
โจทย์ที่ประชาชนอยากเห็นมากกว่า ก็คือ อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ พล.อ. ประยุทธ์ นั้น จะสร้างความยั่งยืนและแก้ปัญหาไปถึงเชิงโครงสร้างได้หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น การปฏิรูปการศึกษา จะทำอะไรมากกว่าการย้ายข้าราชการ หรือการจัดการโควตาสลากกินแบ่งนั้น จะจัดโควตาอย่างไร หรือแก้กฎหมายอย่างไร เพื่อไม่ให้โควตาสลากจำนวนมากผูกขาดอยู่กับเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ไม่กี่คน
เพราะสุดท้ายก็ต้องยอมรับความจริงว่ารัฐบาลทหารนั้นไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า ตามโรดแมปเดิมนั้นอีกไม่ถึงปี เขาก็ต้องส่งมอบอำนาจให้นักการเมือง หากระบบกฎหมาย ระบบราชการยังถูกแทรกแซงจากผู้มีบารมี หรือจากนักการเมืองได้เหมือนเดิม การรัฐประหารก็ไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนแปลง
สิ่งสำคัญหลังจากนี้ ก็คือ จะทำอย่างไรให้ดาบอาญาสิทธิ์ ซึ่งถูกมอบให้แม่น้ำ 5 สาย ทั้ง คสช. คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาปฏิรูปแห่งชาติ และกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ สร้างการปฏิรูปให้เกิดขึ้นได้จริง โดยที่ไม่ต้องอาศัยทางลัดอย่างมาตรา 44
หาก พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สามารถปฏิรูปความล้าหลังของข้าราชการในเชิงระบบได้ สุดท้ายประเทศไทยก่อนรัฐประหารหรือหลังรัฐประหาร ก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างกัน







