
เสนออคส.รับซื้อน้ำมันปาล์ม
เครือข่ายสวนปาล์มนัดประชุมวันนี้เตรียมเสนอ อคส.ซื้อน้ำมันปาล์มส่วนเกินทั้งหมดเข้าสต๊อก
เครือข่ายสวนปาล์มนัดประชุมวันนี้เตรียมเสนอ อคส.ซื้อน้ำมันปาล์มส่วนเกินทั้งหมดเข้าสต๊อก
นายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายชาวสวนยางพาราและสวนปาล์มแห่งประเทศไทย (คยปท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 4 พ.ค.นี้ เครือข่ายชาวสวนปาล์มจาก จ.พัทลุง นครศรีธรรมราช ุสุราษฎร์ธานี
และตรัง จะมีการประชุมปัญหาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ โดยเห็นว่าแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ราคาขยับขึ้น คือองค์การคลังสินค้า (อคส.) ต้องกวาดซื้อน้ำมันปาล์มส่วนเกินเข้าเก็บไว้ในสต๊อกให้เร็วที่สุด แล้วเก็บไว้ยามเกิดภาวะขาดแคลน เพื่อไม่ให้มีข้ออ้างนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบจากต่างประเทศอีก
“สาเหตุที่ผลผลิตปาล์มน้ำมันในประเทศราคาตกต่ำ ก็เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายนำเข้า โดยระบุว่าน้ำมันปาล์มสต๊อกเริ่มขาดแคลนและสุดท้ายจะต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ประมาณ 5 หมื่นตัน จะมีสถานการณ์เช่นนี้ทุกครั้ง เมื่อราคาปาล์มจะปรับตัวขึ้นตามกลไกการตลาด โดยรัฐบาลจะมีการนำเข้าทุกครั้งเป็นประจำจนมีผลกระทบต่อชาวสวนปาล์มภายในประเทศ ทำให้ราคาตกต่ำ เป็นการทำลายกลไกการตลาดไปในที่สุด” นายทศพล กล่าว
ประธานภาคี คยปท. กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เครือข่ายฯ ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบจากต่างประเทศถึงรัฐบาลผ่านแม่ทัพภาคที่ 4 แต่ถึงเดือน ก.พ.ที่ผ่านมารัฐบาลก็มีนโยบายนำเข้า ขณะเดียวกันเครือข่ายฯ ได้เสนอให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบสต๊อกน้ำมันปาล์มกับ อคส. ว่าสต๊อกน้ำมันมีจำนวนเท่าใด ขาดแคลนเพียงใด แต่แล้วก็ไม่ได้มีการตรวจสอบแต่อย่างใด
“ประเด็นสำคัญอาจจะเป็นสต๊อกบิดเบือน แล้วเป็นเงื่อนไขเพื่อให้รัฐบาลมีนโยบายนำเข้า ในที่สุดส่งผลกระทบทำให้ราคาปาล์มต่ำลง โดยมีรูปแบบไม่ต่างกับสต๊อกยางพาราที่ถูกอ้างว่ายางพาราล้นตลาด” นายทศพล กล่าว
นายทศพล กล่าวอีกว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งกำหนดมาตรการคือส่วนต่างราคานำเข้าน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศที่มีราคาเพียงกิโลกรัมละ 13 บาท ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศกิโลกรัมละ 30 บาท ซึ่งหากมีการเปิดประชาคมอาเชียนแล้ว จะเป็นประเด็นที่น่าวิตกที่สุด เพราะอินโดนีเซียและมาเลเซียมีผลผลิตปาล์มจำนวนมาก เนื่องจากผลผลิตต่อไร่สูงถึง 6 ตัน ขณะที่ผลผลิตต่อไร่สวนปาล์มไทยเพียง 3 ตันเท่านั้น รัฐบาลต้องมีแนวทางเตรียมรับเรื่องนี้







