
ต่างชาติเข้าใจไทยหั่นดอกเบี้ย
ความเคลื่อนไหวของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันพุธที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งประกาศตัดลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% จาก 1.75% มาอยู่ที่ 1.5% ทำให้อัตราดอกเบี้่ยไทยอยู่ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2010 นับเป็นการตัดสินใจที่สร้างความประหลาดใจ หรือเซอร์ไพรส์ให้กับนักวิเคราะห์และนักลงทุนต่างชาติไม่น้อย
ความเคลื่อนไหวของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันพุธที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งประกาศตัดลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% จาก 1.75% มาอยู่ที่ 1.5% ทำให้อัตราดอกเบี้่ยไทยอยู่ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2010 นับเป็นการตัดสินใจที่สร้างความประหลาดใจ หรือเซอร์ไพรส์ให้กับนักวิเคราะห์และนักลงทุนต่างชาติไม่น้อย
ยืนยันได้จากพาดหัวข่าวของสื่อต่างชาติแทบทุกสำนัก ไม่ว่าจะเป็นเอพี เอเอฟพี รอยเตอร์ส บลูมเบิร์ก หรือหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล ที่พร้อมใจใช้คำว่า “เซอร์ไพรส์” ทั่วหน้า
ทั้งนี้ บลูมเบิร์กรายงานว่า ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์จำนวน 20 รายของบลูมเบิร์ก ก่อนหน้านี้ 18 ราย เห็นตรงกันว่า ธปท.น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม หลังจากเพิ่งจะตัดลดไปเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม แม้จะสวนทางกับที่มีการคาดการณ์กันไว้ แต่ท่าทีของ ธปท.ในครั้งนี้ก็เป็นที่เข้าใจได้ในมุมมองของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่
เหว่ยเหวินอึ้ง จากศูนย์วิจัยเอเอ็นแซด แสดงความเห็นผ่านหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า บางทีนโยบายอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้จะเป็นเครื่องมือที่แข็งแกร่งที่สุดที่ ธปท.จะพึ่งพาได้ในการจัดการกับการแข็งตัวของค่าเงินบาท ซึ่งสวนทางกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน
ทั้งนี้ วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นราว 1% เมื่อเทียบกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ขณะที่ตัวเลขการส่งออกของไทยช่วงไตรมาสแรกหดตัวมากกว่า 4% ซึ่งถือเป็นสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่สู้ดีนัก จนทำให้ ธปท.ยอมเสี่ยงเดิมพันด้วยการตัดลดดอกเบี้ยเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้หนี้ภาคครัวเรือนพุ่งสูงมากยิ่งขึ้น
รายงานระบุอีกว่า ขณะนี้หนี้ภาคครัวเรือนของไทยติดอันดับหนึ่งในประเทศที่มีหนี้ภาคครัวเรือนสูงที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับระดับรายได้ของประเทศ โดยปี 2014 ที่ผ่านมา หนี้ภาคครัวเรือนของไทยแตะระดับที่ 89.5%
พร้อมกันนี้ วอลสตรีท เจอร์นัล ยังได้อ้างงานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ของ คริสตัล ถาน นักวิเคราะห์จากแคปิตอล อีโคโนมิสก์ ซึ่งระบุชัดว่า การตัดสินใจของ ธปท.ครั้งนี้มาจากภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอ อัตราเงินเฟ้อต่ำ และแรงกดดันจากภาครัฐ
ความเห็นข้างต้นสอดคล้องกับแถลงการณ์จากบาร์เคลย์ ซึ่งกล่าวว่า แถลงการณ์ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ไทย) เป็นไปในทิศทางที่อ่อนนุ่มมากกว่าแข็งกร้าวอย่างเห็นได้ชัดในการจัดการปัญหา ทั้งค่าเงินบาทแข็งที่กระเทือนการส่งออก และอัตราเงินเฟ้อต่ำ ซึ่งไม่ได้เป็นผลจากปัจจัยด้านราคาน้ำมันอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปริมาณความต้องการบริโภคในตลาดลดลงด้วย
ทั้งนี้ วอลสตรีท เจอร์นัล สรุปว่า แม้การตัดลดครั้งนี้จะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าและกระตุ้นการส่งออกได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ถือว่าเพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยที่ยังคงเผชิญกับภาวะอ่อนแอ ทั้งปัจจัยการลงทุนต่ำ และการบริโภคที่ลดลง







