
จับสัญญาณคสช. รื้อหรือล้มร่างรธน.
การทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญในช่วงนี้จะไม่มีการประชุมร่วมกันชั่วคราว
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญในช่วงนี้จะไม่มีการประชุมร่วมกันชั่วคราว เพื่อรอคำขอเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อย่างเป็นทางการ ก่อนจะกลับมาประชุมกันอีกครั้งในช่วงปลายเดือน พ.ค. เพื่อพิจารณาคำขอแก้ไขจากทั้ง 3 ฝ่ายต่อไป
ตามปฏิทินการเมืองที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ในช่วงโค้งสุดท้ายได้กำหนดไว้เบื้องต้น ประกอบด้วย วันที่ 1-5 มิ.ย. จะทยอยเชิญกลุ่มสมาชิก สปช.มาชี้แจงถึงเหตุผลที่เสนอคำขอแก้ไขต่อคณะ กมธ.ยกร่างฯ จากนั้นเป็นคิวของ ครม.และ คสช.
ทั้งนี้ หากเทียบน้ำหนักในเรื่องการขอแก้ไขเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำขอเสนอแก้ไขที่มาจาก “ครม.-คสช.” มีน้ำหนักมากกว่า สปช.
ไม่ใช่ว่า สปช.ไม่สำคัญ แต่ถ้ามองในมิติเชิงอำนาจแล้ว คสช. คือ ต้นน้ำของแม่น้ำ 5 สาย และที่สำคัญยังเป็นคนที่แต่งตั้ง “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เข้ามานั่งเก้าอี้ประธานคณะ กมธ.ยกร่างฯ ด้วย ดังนั้นท่าทีของ คสช.หรือแม้แต่ ครม.ย่อมเป็นสิ่งที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ต้องเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจในแบบที่มองข้ามไปไม่ได้
สำหรับกระบวนการพิจารณาของ คสช.และ ครม.เป็นรูปแบบของการแยกกันทำงาน
“คสช.” จะใช้รูปแบบการประชุมและให้ความคิดเห็นร่วมกันของสมาชิก คสช.จำนวน 15 คน ที่มีนักกฎหมายระดับปรมาจารย์อย่าง “มีชัย ฤชุพันธุ์” รวมอยู่ด้วย
อาจารย์มีชัยถูกวางบทบาทจาก คสช.ให้มาทำหน้าที่เรื่องนี้เป็นการเฉพาะผ่านการให้มาดำรงตำแหน่งกรรมการติดตามการทำงานเกี่ยวกับการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะสมาชิก คสช.ที่เหลืออีก 14 คน ล้วนแล้วแต่ไม่ได้มีพื้นฐานความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่แข็งแรงมากนัก
ไม่เพียงเท่านี้ บวรศักดิ์ได้ให้ความยำเกรงในตัวอาจารย์มีชัยอย่างมาก จึงเท่ากับว่าไม่ว่าอาจารย์มีชัยจะมีความเห็นต่อการร่างรัฐธรรมนูญในนาม คสช.อย่างไร ย่อมเป็นสิ่งที่บวรศักดิ์และ กมธ.ยกร่างฯ ที่เหลืออีก 35 คน คงไม่อาจปล่อยให้ผ่านเลยไปได้
โดยถ้ามองถึงความต้องการของ คสช.ที่มีต่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น หนีไม่พ้นการวางหลักให้กลไกการปฏิรูปประเทศให้เกิดความต่อเนื่อง
คสช.ทราบดีว่าตัวเองไม่สามารถอยู่ในอำนาจได้ตลอด และหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ปราศจากกลไกการปฏิรูปที่สร้างความผูกพันกับรัฐบาลในอนาคตแล้ว ย่อมมีผลให้รากฐานของการปฏิรูปที่แม่น้ำ 5 สายวางมาต้องสูญเปล่า
ดังจะเห็นได้จากท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่กล่าวระหว่างงานสถาปนาโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ครบ 106 ปี เมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา
“รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้นต้องเน้นเรื่องการปฏิรูปและธรรมาภิบาล ไม่ใช่ใช้แต่จินตนาการเท่านั้น แบบนั้นไม่ได้ อะไรที่เคยเป็นปัญหาในอดีตต้องแก้ได้ อะไรดีๆ ในรัฐธรรมนูญปี 2540-2550 เอามาใส่ถ้าแก้ปัญหาได้ และต้องแก้ไขได้” คำกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์
สอดคล้องกับสัญญาณที่ส่งออกมาจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม หนึ่งในคีย์แมนคนสำคัญของ คสช. เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ที่อยากเห็นความต่อเนื่องของการปฏิรูปประเทศในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ขณะที่ในส่วนของ ครม.จะดำเนินการผ่านการแจกการบ้านให้ส่วนราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม ไปอ่านร่างรัฐธรรมนูญและทำความเห็นเสนอมายัง ครม. จากนั้นที่ประชุม ครม.จะนำมากลั่นกรองก่อนสรุปและนำเสนอให้กับคณะ กมธ.ยกร่างฯ
แม้ขณะนี้ ครม.จะอยู่ในระหว่างการดำเนินการรวบรวมความคิดเห็น แต่ถ้าดูจากท่าทีของ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ก็พอทำให้เห็นภาพได้ว่า ครม.ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร
อย่างเช่น ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม รองนายกฯ ก็เคยให้ความเห็นในลักษณะไม่คัดค้านและก็ไม่สนับสนุนเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2557 ว่า “ข้อดีคือทุกคะแนนมีความหมาย ทุกภาคส่วนมีโอกาสได้ที่นั่งในสภา ข้อเสียคือขั้นตอนยุ่งยาก”
ลึกลงไปในรายละเอียดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อแบบเปิด หรือโอเพ่นลิสต์ อาจารย์วิษณุก็เคยให้มุมมองทำนองเดียวกันว่า “ทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งการทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอลงนั้นก็ถือเป็นจุดอ่อนข้อหนึ่ง แต่ก็ยังมีจุดแข็งอย่างอื่นที่ กมธ.ยกร่างฯ ต้องไปชั่งน้ำหนักและเลือกเอา” (16 มี.ค. 2558)
การส่งสัญญาณที่ออกมาจากทั้ง คสช.และ ครม.ดังกล่าว จึงไม่ต่างอะไรกับสัญลักษณ์ที่ต้องการสื่อไปให้คณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้รับรู้ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาในเบื้องต้นนั้นยังไม่โดนใจเท่าไหรนัก และอาจนำไปสู่ปัญหาในอนาคต โดยเฉพาะปัญหาทางการเมืองในอนาคตที่อาจมาจากการวางระบบเลือกตั้งที่ไม่เหมาะสม
สำหรับท่าทีของคณะ กมธ.ยกร่างฯ แม้ด้านหนึ่งพร้อมจะแก้ไขเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ แต่หากเป็นการแก้ที่ลงลึกไปถึงหลักการและสาระสำคัญ ทางคณะ กมธ.ยกร่างฯ ก็ยากที่จะดำเนินการให้ได้ เนื่องจากมองว่าหลักการและสาระสำคัญที่ปรากฏออกมาดังกล่าวคณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้ไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีแล้ว
แต่กระนั้นต้องไม่ลืมว่า คสช. คือ ผู้ถืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์
ที่สุดแล้วถ้าระหว่าง คสช.และคณะ กมธ.ยกร่างฯ ไม่สามารถหาจุดที่ลงตัวร่วมกันได้ มีความเป็นไปได้สูงที่จะได้เห็นคสช.ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 44 เข้าไปดำเนินการด้วยตัวเอง ซึ่งออกมาได้ทั้งการรื้อเป็นบางมาตรา หรือล้มร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ







