
เอกชน-นักวิชาการแลกหมัด 3.9 จี
เอกชน-นักวิชาการแลกหมัดประชพิจารณ์ 3.9 จี กทช.เห็นต่างแจกไลเซ่นส์น้อยกว่าผู้เข้าร่วมประมูล
เอกชน-นักวิชาการแลกหมัดประชพิจารณ์ 3.9 จี กทช.เห็นต่างแจกไลเซ่นส์น้อยกว่าผู้เข้าร่วมประมูล
คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) จัดรับฟังความเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) ใบอนุญาตการให้บริการ 3.9 จี เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นหลักที่มีความเห็นแตกต่างกันระหว่างนักวิชาการและผู้ให้บริการเอกชน คือ เงื่อนไขของกทช.ที่กำหนดให้ไลเซ่นส์น้อยกว่าผู้เข้าร่วมประมูล (N-1) คือ หากมีผู้เข้าร่วมประมูล 3 ใบ เท่ากับจำนวนไลเซ่นส์ที่มีจะเปิดประมูลไลเซ่นส์เพียง 2 ใบเท่านั้น
นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้ เพราะเป็นวิธีที่ต้องการได้ค่าไลเซ่นส์ที่สูง แต่ไม่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง กรณีมีผู้ผ่านเกณฑ์ประมูล 2 ราย ก็จะประมูลไลเซ่นส์ได้เพียงใบเดียว ซึ่งสุดท้ายจะเกิดการผูกขาด หรือเลวร้ายถึงขึ้นมีผู้ผ่านเกณฑ์แค่เพียงรายเดียว การประมูลก็จะไม่เกิดขึ้น นั่นหมายถึงว่าประเทศไทยก็จะล้าหลังออกไปอีก
ดังนั้น จำนวนไลเซ่นส์ต้องให้เพื่อเกื้อกูลเศรษฐกิจของประเทศ และให้กับผู้ให้บริการทุกรายโดยเสมอกัน เพื่อก่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม ซึ่งรวมถึงค่าไลเซ่นส์ที่ไม่ควรจะสุดโต่งเพื่อหารายได้เข้ารัฐจนเกินไป หรือก็ไม่ควรต่ำมากจนรัฐเสียประโยชน์
นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และหัวหน้สาคณะผู้บริหาร ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า กทช.ควรใช้วิธีประมูลแบบเปิดให้เสนอผลตอบแทนหรือแผนธุรกิจที่น่าสนใจ (บิวตี้ คอนเทสต์) ซึ่งจะคุ้มค่ากว่าการใช้วิธีเปิดประมูลดังกล่าว เพราะการให้ไลเซ่นส์ต่ำกว่าผู้เข้าร่วมประมูไม่ได้สร้างกแรข่งขันที่เป็นธรรม
เช่นเดียวกับ นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มกลยุทธ์และกิจการองค์กร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับวิธีดังกล่าวเพราะหากมีบางรายไม่เข้าประมูลเพื่อรอไลเซ่นส์ใบสุดท้ายโดยไม่มีคู่แข่งก็จะได้ราคาที่ต่ำกว่ารายอื่น ซึ่งไม่ยุติธรรมกับผู้ให้บริการก่อนหน้าที่ประมูลไปแล้ว
ขณะที่อนายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า เห็นด้วยกับวิธีนี้ เพราะเป็นแนวคิดที่ดี ก่อให้เกิดการแข่งขันอย่างแท้จริง ซึ่งหากกรณีเกิดไลเซ่นส์เหลือ ก็ให้กทช.นำมาเปิดประมูลในอีก 2 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม ราคาเริ่มต้นการประมูลที่ 1 หมื่นล้านบาทนั้นต่ำเกินไป เพราะนอกจากการตีมูลค่าตามการนำไปใช้ให้บริการมือถือแล้ว ยังต้องรวมมูลค่าการโอนย้ายลูกค้าจากระบบเดิมด้วย ซึ่งเห็นว่าน่าจะเกิน 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งราคาประมูลที่สูงนั้น ไม่ได้เป็นการผลักภาระใหกับประชาชน และไม่ได้ทำให้ผู้ประกอบการเจ๊งแน่นอน







