
เพิ่มวันหยุด...เพิ่มผลิตภาพ
โดย...ศ.ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์
โดย...ศ.ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์
นอกจากวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาแล้ว รัฐบาลยังได้ประกาศเพิ่มวันหยุดให้กับประชาชนอีก 1 วันในวันจันทร์ที่ 4 พ.ค. จึงส่งผลให้ (ในเดือน พ.ค.ที่จะถึงนี้) พนักงานเอกชนจะมีวันหยุดติดต่อกันอีก 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. (วันแรงงาน) จนไปถึงวันที่ 5 พ.ค. (วันฉัตรมงคล) นั่นแสดงว่าในอีกไม่กี่วันนี้ เราจะมีอีกหนึ่งโอกาสที่จะใช้วันหยุดยาวไปกับการท่องเที่ยวในที่ต่างๆ หรือพักผ่อนอยู่กับบ้าน
งานวิจัยจำนวนมาก (โดยส่วนใหญ่ทำในต่างประเทศ) พบว่า “การเพิ่มวันหยุดให้กับพนักงานจะส่งผลทำให้ผลิตภาพในการทำงาน (Labor Productivity) เพิ่มสูงขึ้น และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ”
งานวิจัยส่วนใหญ่เหล่านั้นจะทำในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่ามีวันหยุดน้อยที่สุดประเทศหนึ่งของโลก (มีวันหยุดเพียงแค่ 10 วัน/ปี) และเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วประเทศเดียวที่ไม่มีกฎหมายกำหนดวันหยุดประจำปีขั้นต่ำ (Federal Mandate for a Minimum Number of Vacation Days) โดยถ้าเปรียบเทียบจำนวนวันหยุดประจำปีและจำนวนวันลาพักร้อนของพนักงานสหรัฐอเมริกากับวันหยุดประจำปีและจำนวนวันลาพักร้อนในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก (สเปนและเยอรมนี 34 วัน ฝรั่งเศสและอิตาลี 31 วัน เบลเยียม 30 วัน) แล้ว จะเห็นได้ว่าพนักงานอเมริกาจะทำงานหนักกว่า (หรือใช้วันหยุดน้อยกว่า) พนักงานในประเทศยุโรปตะวันตก ในขณะที่ผลิตภาพแรงงานของประเทศอเมริกากลับมีค่าที่ต่ำกว่าผลิตภาพแรงงานของยุโรปเป็นอย่างมาก
ผลที่พบนี้แสดงให้เห็นว่า การทำงานหนัก (หรือการไม่ได้ใช้วันลาพักร้อน) กลับไม่ได้ส่งผลทำให้ผลิตภาพในการทำงาน (Labor Productivity) เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด แต่ตรงกันข้าม การทำงานหนักอาจนำมาสู่ความเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น สุขภาพกายที่เสื่อมโทรม หมดไฟในการทำงาน (Burn-Out) และส่งผลต่อการลาออกของพนักงาน อันอาจส่งผลต่อการลดลงของผลิตภาพแรงงานโดยรวมได้
จากการสำรวจพนักงาน 971 คน โดย US Travel Association พบว่า ถึงแม้ว่าผู้บริหารของบริษัทในประเทศสหรัฐอเมริกาจะเข้าใจว่าการให้พนักงานได้ลาพักร้อนจะส่งผลบวกในการทำงานก็ตาม แต่ปรากฏว่าตัวพนักงานเองก็ไม่ได้เห็นความสำคัญในการใช้วันลาเท่าใดนัก โดยจากตัวเลขในปี ค.ศ. 2013 โดยเฉลี่ยพนักงาน 1 คน ในอเมริกากลับมีวันลาเหลือถึง 3.2 วัน (หรือคิดเป็น 429 ล้านคนวัน) โดยประมาณร้อยละ 25 ของพนักงานไม่ได้มีการใช้วันลาแม้แต่วันเดียว
โดยการศึกษาพบว่า พนักงานชายที่ไม่ได้มีการลาพักร้อนเป็นประจำจะมีโอกาสในการเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 32 และในขณะที่พนักงานหญิง (ที่ไม่ได้มีการลาพักร้อน) จะมีโอกาสในการเกิดโรคหัวใจสูงกว่าพนักงานชายคือประมาณร้อยละ 50
ในขณะที่ผลได้ในทางอ้อมอื่นๆ พบว่า การลาพักร้อนจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว สร้างโอกาสให้คนได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ เพิ่มขึ้นจากการเดินทาง (หรือที่เรียกว่า Stranger on the Train Effect) ในด้านขององค์กร การให้พนักงานลาพักร้อนนานขึ้นจะเป็นการสร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน ช่วยในการคงอยู่ของพนักงาน (Retention) อันส่งผลต่อการเพิ่มศักยภาพขององค์กร
ในด้านผลได้ทางเศรษฐกิจ พบว่า ถ้าพนักงานใช้วันหยุดทั้งหมดที่เหลืออยู่ในการลาพักร้อนจะส่งผลต่อการเพิ่มยอดขายโดยรวม (Total Sales Revenue) ประมาณ 160 พันล้านเหรียญ และเพิ่มรายได้ในการจัดเก็บภาษีประมาณ 21 พันล้านเหรียญ
งานวิจัยที่น่าสนใจอีกชิ้นของ Stephen Bezruchka จาก University of Washington ได้ศึกษาในช่วงเศรษฐกิจถดถอย (Economic Recession) ครั้งล่าสุดในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลทำให้อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ในประเทศสหรัฐอเมริกาเพิ่มสูงขึ้น ผลที่ได้พบว่า อัตราการว่างงานที่สูงขึ้นนี้กลับส่งผลต่อสุขภาพพลามัยที่ดีขึ้นของคนอเมริกา เนื่องจากพนักงานที่ตกงานจะมีโอกาสในการพักผ่อนนอนหลับที่นานขึ้น มีโอกาสในการรับประทานอาหารที่ทำเองในครอบครัวมากขึ้น (และลดการทานอาหารนอกบ้านลง) มีเวลาได้ออกกำลังกายมากขึ้น และได้มีโอกาสในการใช้เวลากับครอบครัว
นอกจากนี้ งานศึกษาทางด้านสมองได้อธิบายว่า โดยทั่วไปแล้วสมองเป็นอวัยวะที่ต้องการพลังงานมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับอวัยวะอื่นๆ (มากกว่าประมาณร้อยละ 20) สมองเป็นอวัยวะที่ไม่เคยได้รับการพักผ่อน (โดยช่วงเวลาเดียวที่สมองจะได้รับการพักผ่อนก็คือเมื่อบุคคลนั้นเสียชีวิต)
ดังนั้น การลดความเครียดของสมองที่เกิดจากการทำงานโดยการใช้เวลาไปพักร้อนจึงเป็นสิ่งจำเป็น การพักร้อนจะช่วยเพิ่มไฟในการทำงานใหม่ๆ อันทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ นอกจากนี้ ความเครียดที่ลดลงยังเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายทางด้านค่ารักษาสุขภาพได้อีกด้วย
ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีวันหยุดประจำปี (Annual Paid Vacation) โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 13 วัน/ปีก็ตาม แต่จำนวนวันดังกล่าวก็ยังถือว่าน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของจำนวนวันหยุดและวันลาพักร้อนของ
ประเทศอื่นๆ ดังนั้น การเปิดกำหนดให้มีการลาพักร้อนมากขึ้นนี้จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการเพิ่มผลิตภาพแรงงานของประเทศ
และถึงแม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่มีระดับการพัฒนาพอที่จะสามารถกำหนดกฎหมายให้เกิดการลาพักร้อนขั้นต่ำเหมือนกับประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาแล้วก็ตาม แต่อย่างน้อยการได้หยุดยาว 4-5 วันบ้าง ปีละ 2-3 ครั้ง ก็ยังเป็นขวัญและกำลังใจที่สำคัญต่อการทำงาน
ดังนั้น หยุดทำงานบ้างเถอะครับ (บอกตัวเองไปด้วย) เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณและครอบครัว







