
โยนหินเลื่อนเลือกตั้ง เกมวัดใจ วิน-วิน ทุกฝ่าย
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตัวแทนพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองจะประสานเสียง “ขานรับ”
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตัวแทนพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองจะประสานเสียง “ขานรับ” แนวคิดเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจากเดิมตามโรดแมปกำหนดไว้ราวต้นปีหน้า เพื่อใช้เวลาช่วงดังกล่าวสะสางปัญหาจากรัฐธรรมนูญ และสร้างบรรยากาศความปรองดองให้เห็นเป็นรูปธรรม
“รัฐธรรมนูญกลายเป็นระเบิดเวลาที่จะทำให้เกิดหายนะ...ยอมเสียเวลาดีกว่าจะเดินหน้าไปแบบนี้” จตุพร พรหม์พันธุ์ กล่าว
“การมีกติกาที่ดีและเป็นสากลเป็นสิ่งสำคัญ เลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีก 2-3 ปี ดีกว่าทำให้คนไทยเสียประโยชน์” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าว
“เสียเวลามาเป็นสิบปีแล้ว เสียอีก 2-3 ปี ผมคิดว่าคนไทยรอได้ คุณบรรหาร ฝากบอกมาว่ายินดีรอได้” สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล กล่าว
สัญญาณเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่อาจจะต้องใช้เวลาเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อสะสางปัญหาต่างๆ แต่ก็ต้องยอมแลกกับการให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยู่ในอำนาจนานขึ้นเช่นกัน
ทว่าประเมินแล้ว นี่อาจเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับทุกฝ่าย มากกว่าจะยอมปล่อยให้ทุกอย่างไหลไปตามโรดแมป ท่ามกลางความเสี่ยง และเป็นไปได้สูงที่ทุกอย่างอาจจะต้องหวนกลับไปสู่วังวนความขัดแย้งเช่นเดิม
แน่นอนว่า ในมุมของ คสช.การคืนอำนาจปล่อยให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่ระบบเดิม โดยยังไม่ได้วางระบบให้เดินหน้าต่อไปได้ ย่อมมีแต่จะทำให้การรัฐประหารครั้งนี้เสียของและซ้ำเติมปัญหาความขัดแย้งให้มากขึ้นกว่าเดิม
ดังจะเห็นสัญญาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ออกมาขู่หลายครั้งว่า หากสถานการณ์ยังไม่เหมาะสมก็ยังไม่เลือกตั้ง
ยิ่งเวลานี้โจทย์ใหญ่ทั้งเรื่อง “ปรองดอง” และ “ปฏิรูป” ไปไม่ถึงไหน หากเดินหน้าเลือกตั้งในสภาพนี้ทุกสิ่งที่ตั้งต้นไว้ อาจไม่ได้รับการสานต่อไปจนถึงเป้าหมายอย่างที่ตั้งใจ
อีกทั้งยังมีระเบิดเวลาลูกใหญ่อย่าง “รัฐธรรมนูญ” ที่เต็มไปด้วย “จุดอ่อน” หากยังดึงดันเดินหน้าต่อไป ย่อมปลุกให้กลุ่มต่างๆ ที่ไม่เห็นด้วยออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน
โดยเฉพาะกับสองพรรคใหญ่ ทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ที่ตั้งป้อมถล่มร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในหลายมุม โดยเฉพาะกับระบบเลือกตั้งแบบเอ็มเอ็มพี ที่ถูกมองว่าลดอำนาจพรรคใหญ่เปิดให้พรรคเล็กมีอำนาจต่อรองมากขึ้น
หากทั้งสองพรรคใหญ่ซึ่งมีกลุ่มผู้สนับสนุนรวมกันเป็นกลุ่มประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศ ไม่เอาด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คงจะผลักดันต่อไปลำบาก
แม้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะสามารถใช้เสียงข้างมากลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ จนประกาศใช้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่สุดท้ายรัฐธรรมนูญนี้ย่อมกลายเป็นชนวนที่จะสร้างความวุ่นวายในอนาคตอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ที่สำคัญมีความเป็นไปได้สูงทั้งคะแนนนิยมและฐานเสียงในพื้นที่ที่เข้มแข็งต่อเนื่อง ย่อมอาจให้เพื่อไทยกลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้อีกครั้ง การเลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อนอาจเป็นผลดีสำหรับ คสช.ในเวลานี้
ในมุมของพรรคเพื่อไทย ในฐานะขั้วอำนาจเก่า ย่อมต้องการกลับเข้าสู่อำนาจให้เร็วที่สุด ดังจะเห็นท่าทีรบเร้าให้ คสช.คืนอำนาจ เดินหน้าสู่การเลือกตั้งหลายรอบ หลังรัฐประหาร
แต่หาก “กติกา” ยังเป็นไปตามที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญเวลานี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพรรคเพื่อไทยที่เคยชนะเลือกตั้งได้เสียงเกินครึ่งมาแล้ว การจะหวังผลเช่นเดิม อาจจะต้องทุ่มเทสรรพกำลังมากกว่าเดิมหลายเท่า แถมยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง อาจได้ผลไม่ “คุ้มค่า” เมื่อไม่รู้ว่าสถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลใหม่จะอยู่ในอำนาจได้อีกนานแค่ไหน
อีกทั้งอำนาจที่ได้มาอาจไม่ใช่อำนาจที่แท้จริงเหมือนสถานการณ์ปกติ ไหนจะกฎกติกาที่ออกแบบมาสานต่อภารกิจ “ปฏิรูป” ที่ถูกมองว่าซ่อนปมการสืบทอดอำนาจผ่านองค์กรต่างๆ ที่มีอำนาจล้นมือเขียนรองรับไว้ในรัฐธรรมนุญ พรรคการเมืองใหม่ที่เข้ามาแทบไม่อาจกระดิกตัวคิดหรือดำเนินนโยบายของตัวเอง เพราะมีภารกิจให้สานต่อไว้รองรับมากมาย
แม้อยากจะเลือกตั้งเท่าไหร่ แต่การปล่อยให้เวลาทอดออกไปเพื่อปรับปรุงกติกาให้เป็นที่ยอมรับด้วยกันทุกฝ่ายน่าจะเป็นผลดีกว่า ที่สำคัญประเมินระยะยาว ยิ่ง คสช.บริหารงานเท่าไหร่ ย่อมมีแต่จะเสียคะแนน และเป็นผลดีกับเพื่อไทยมากเท่านั้น
อีกด้านหนึ่งสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งอภิสิทธิ์ออกตัวมาตั้งแต่แรกว่าต้องการเห็นระบบ กฎ กติกาที่จะทำให้ทุกอย่างเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ใช่เป็นปัญหาในอนาคต การต้องเลื่อนเวลาเลือกตั้งออกไปย่อมเป็นสิ่งที่ประชาธิปัตย์ต้องการมากกว่า
ยิ่งในวันที่รอยร้าวระหว่าง กปปส. และประชาธิปัตย์ เริ่มสั่นคลอนมากขึ้นเรื่อยๆ หากถูกซ้ำเติมด้วยกติกาเลือกตั้งใหม่ที่เปิดให้กลุ่มการเมืองลงสมัครได้ สุดท้ายอาจเป็นปัญหากับประชาธิปัตย์มากกว่าพรรคอื่น
อย่างไรก็ตาม หาก คสช.ตัดสินใจเลือกยื้อเวลาอยู่ในตำแหน่ง ย่อมต้องถูกแรงต้านถาโถมหนักขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเวลานี้จึงเริ่มเห็นการเร่งสร้างคะแนน และกำจัดอุปสรรคต่างๆ ผ่านมาตรา 44 ที่หยิบมาใช้ถี่ขึ้นเรื่อยๆ
ปัญหาสุดท้าย ระหว่างการยื้อเวลาอยู่ในตำแหน่งออกไป เพื่อสร้างกติกาที่เป็นที่ยอมรับด้วยกันทุกฝ่ายนั้น คสช.จะทำได้ “สมดุล” มากน้อยเท่าไรและเป็นที่ยอมรับแค่ไหน







