posttoday
เลือกได้...

เลือกได้...

26 เมษายน 2558

ความตายเป็นภาวะที่บั่นทอนคนก็ได้ ขณะเดียวกันก็ให้พลังแก่คนก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองมันในมุมไหน

โดย...ภัทระ คำพิทักษ์

ความตายเป็นภาวะที่บั่นทอนคนก็ได้ ขณะเดียวกันก็ให้พลังแก่คนก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองมันในมุมไหน และจะใช้มันให้เป็นประโยชน์หรือเอาโทษจากมัน

สตีฟ จ็อบส์ ผู้ก่อตั้งประธานกรรมการและซีอีโอบริษัท แอปเปิล ได้กล่าวปัจฉิมนิเทศให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เมื่อปี ค.ศ. 2005 ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นคำกล่าวปัจฉิมนิเทศที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งที่เคยมีการกล่าวกันมา 1 ใน 3 สาระสำคัญที่เขากล่าวในวันนั้นเป็นเรื่องที่คนหนุ่มคนสาวทั้งหลายคงไม่นึกถึงมากนัก นั่นคือ ความตาย

วัยหนุ่มวัยสาวโดยเฉพาะช่วงจบจากมหาวิทยาลัยนั้นเป็นวัยตั้งต้นแสวงหาของชีวิตไฉนจะมาคิดเรื่องความตาย ซึ่งเป็นตอนอวสานของทุกอย่าง แต่ สตีฟ จ็อบส์ บอกว่า เขาระลึกถึงความตายเสมอและมันให้มุมมองที่สำคัญที่มีผลต่อการกระทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตของเขา

“ตอนผมอายุสิบเจ็ดปี ผมอ่านคำคมประโยคหนึ่งที่ว่าไว้ทำนองนี้ “ถ้าคุณใช้ชีวิตในแต่ละวันเหมือนมันเป็นวันสุดท้ายของคุณแล้วละก็ วันหนึ่งคุณจะพบว่าสิ่งที่ทำไปนั้นถูกต้อง” ผมรู้สึกประทับใจกับประโยคนี้มาก ตั้งแต่นั้นมากว่าสามสิบปี ผมมองหน้าตัวเองในกระจกทุกวัน แล้วถามตัวเองว่า “ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของผม ผมจะอยากทำสิ่งที่ผมกำลังจะทำวันนี้หรือเปล่า แล้วเมื่อไหร่ที่คำตอบคือ “ไม่” ติดกันหลายวัน ผมจะรู้ตัวว่า ผมต้องเปลี่ยนอะไรบางอย่างแล้ว

ความสำนึกว่าผมจะต้องตายในไม่ช้าเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดที่ผมรู้จัก ที่ผมใช้ตัดสินใจสำคัญๆ ของชีวิต เพระเกือบทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นความคาดหวัง ความภูมิใจ ความกลัวการหน้าแตกและความผิดพลาดทั้งหลาย ล้วนไม่มีความหมายอะไรเลย เมื่อเทียบกับความตาย เหลือเพียงสิ่งที่สำคัญจริงๆ เท่านั้น มรณานุสติเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ผมรู้ ที่จะหลุดพ้นจากบ่วงความคิดที่ว่า เรามีอะไรต้องเสีย เราทุกคนเปล่าเปลือยอยู่แล้วครับ ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เราจะไม่ทำตามสิ่งใจเราต้องการ...” (วิชาสุดท้าย (ที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน) ฉบับสมบูรณ์ แปลและเรียบเรียงโดย สฤณี อาชวานันทกุล

สตีฟ จ็อบส์ เล่าเรื่องเขาเป็นมะเร็งให้รุ่นน้องฟัง เพื่อบอกว่า เขาใกล้ชิดความตายแค่ไหน ก่อนจะเตือนว่า เราต่างมีเวลาอันจำกัด ฉะนั้นอย่าให้มันหมดเปลืองไปอย่างเปล่าดาย อย่าใช้ชีวิตโดยติดอยู่กับกฎเกณฑ์ หรือให้ชีวิตผู้ติดอยู่กับความคิดของคนอื่น อย่าให้เสียของทัศนคติของคนอื่นมากลบเสียงในหัวใจของเรา ที่สำคัญของให้มีความกล้าที่จะเดินตามสิ่งที่หัวใจละสัญชาตญาณเรียกร้อง

ถ้าตัดกลิ่มนมเนยออกก็อาจกล่าวได้ว่า สตีฟ จ็อบส์ เป็นหนึ่งในผู้เจริญมรณานุสติ

พระไพศาล วิสาโล หนึ่งในพระภิกษุที่กระตุ้นให้เตรียมตัวรับความตายเอาไว้เสมอบอกไว้ว่า “มรณสติ หรือมรณานุสติ จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชาวพุทธ มรณสติ หรือมรณานุสติ จัดว่าเป็นกรรมฐาน 1 ใน 40 ที่พระอรรถกถาจารย์ได้รวบรวมเอาไว้ และเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรจะน้อมนำมาประพฤติมาปฏิบัติ”

ท่านว่า “ถ้าหากว่าเราละเลยมรณสติ พยายามหนีความตาย พยายามปฏิเสธความตาย เราก็จะต้องถูกความตายนั้นคุกคาม ไม่ใช่แค่คุกคามชีวิตแต่คุกคามถึงจิตใจ ความตายก็เลยกลายเป็นศัตรู แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าเราระลึกถึงความตายอยู่เสมอ เจริญมรณสติอยู่เป็นประจำ จนกระทั่งคุ้นชินกับความตายที่จะเกิดขึ้นกับเราหรือกับคนที่เรารัก ความตายก็จะกลายเป็นมิตร กลายเป็นครู กลายเป็นอาจารย์ ที่จะเคี่ยวเข็ญเราให้ใช้เวลาทุกนาทีอย่างมีคุณค่า ซึ่งจะช่วยทำให้เราเข้าใกล้ธรรมะ หรือเข้าใกล้จุดหมายสูงสุดในฐานะชาวพุทธที่แท้”

ท่านแสดงไว้ว่า มรณสติมีสองส่วน

หนึ่ง คือ การระลึกถึงความจริงว่าเราจะต้องตายอย่างแน่นอน และอาจจะตายในวันนี้พรุ่งนี้ก็ได้

สอง การถามตัวเองว่าเราพร้อมตายหรือยัง เราทำความดีมาพอหรือยัง

“...ส่วนที่สองนี้จะโยงสู่การปฏิบัติ คือทบทวนว่า เราได้ทำสิ่งที่ควรทำแล้วหรือยัง ส่วนนี้หากพิจารณาถูกต้องจะกระตุ้นให้เราขวนขวายทำความดี ไม่ผัดผ่อนในการทำหน้าที่ที่สำคัญ ไม่ว่ากับตัวเอง กับครอบครัว กับพ่อแม่ ลูกหลาน หรือกับส่วนรวมด้วย หากเราทำหน้าที่เหล่านี้ครบถ้วน คือทำทั้งงานภายนอก และงานภายใน เราก็พร้อมสำหรับการพลัดพราก นั่นคือพร้อมจะไปอย่างสงบได้...”

สิ่งที่ สตีฟ จ็อบส์ ทำก็ดำเนินไปในลักษณะเดียวกันนี้

“ผมมองหน้าตัวเองในกระจกทุกวัน แล้วถามตัวเองว่า “ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของผม ผมจะอยากทำสิ่งที่ผมกำลังจะทำวันนี้หรือเปล่า แล้วเมื่อไหร่ที่คำตอบคือ “ไม่” ติดกันหลายวัน ผมจะรู้ตัวว่า ผมต้องเปลี่ยนอะไรบางอย่างแล้ว”

นั่นสอดคล้องกับที่พระไพศาลได้ระบุไว้คือ   “...มรณสติในพระพุทธศาสนาจะต้องมีสองส่วนเสมอ เพียงแค่การระลึกถึงความตายอย่างเดียว ยังไม่ใช่มรณสติที่สมบูรณ์ จะต้องโยงมาสู่การปฏิบัติ หรือใช้ความจริงของชีวิตนั้น เป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดการปฏิบัติ ทั้งทำความดีและฝึกใจให้เรียนรู้ที่จะปล่อยวาง

นอกจากการส่องกระจกถามตัวเองแล้ว เราเจริญมรณสติได้หลายทาง

พระไพศาลท่านแนะว่า ซ้อมตายหรือฝึกตาย การพิจารณาเมื่อสูญเสียของรัก การตรึกเปรียบเทียบดูเมื่อเห็นข่าวอุบัติเหตุอุบัติภัยต่างๆ ฯลฯ ล้วนเป็นเครื่องมือที่เราหยิบใช้ได้ทั้งนั้น

“ก่อนที่เราจะหลับลองซ้อมตายดู คือนอนราบกับพื้น ทำใจผ่อนคลาย ปล่อยวางเรื่องที่กังวลไม่ว่าจะเป็นอดีตหรืออนาคต แล้วลองทำใจให้สงบ พิจารณาหรือน้อมนึกไปว่า คืนนี้อาจเป็นคืนสุดท้ายของเรา ...ขอให้นึกถึงสิ่งต่างๆ ที่เรามีอยู่ เช่น ทรัพย์สมบัติ เป็นต้น พิจารณาว่าเมื่อเราต้องตาย ทรัพย์สมบัติที่เราอุตส่าห์แสวงหาสะสมมา สิ่งมีค่าที่เราหวงแหนรักษาไว้ ของรักของหวงที่เราไม่อยากให้ใครมาแตะต้อง ทั้งหมดนี้เราจะเอาไปไม่ได้เลยแม้แต่อย่างเดียว จะไม่เหลืออะไรที่เป็นของเราเลย ไม่ว่าเราจะรักหรือหวงแหนแค่ไหน ทั้งหมดนี้จะต้องตกเป็นของบุคคลอื่น

"งานการ... ลูกหลานที่เรารัก ที่เราพาไปโรงเรียนทุกวัน ที่เราได้พบทุกเช้า ที่เราแสนรักแสนห่วง เราจะต้องพรากจากเขา เช่นเดียวกับพ่อแม่ที่แก่เฒ่า เราจะต้องพรากจากเขาเหล่านั้นไปหมด ไม่สามารถที่จะดูแลหรือตอบแทนบุญคุณได้อีกต่อไป

“ลองพิจารณาทีละเรื่อง ทีละอย่าง เช่น ทรัพย์สมบัติ งานการ ลูกหลาน พ่อแม่ สามีภรรยา มิตรสหาย และผู้คนที่เรารัก ที่มีความหมายต่อชีวิตของเรา ทั้งหมดนี้จะถูกพรากด้วยน้ำมือของความตาย

"ให้เราพิจารณาแต่ละอย่างดู แล้วถามใจเราดูว่า เราพร้อมที่จะจากทรัพย์สมบัติเหล่านั้นไปไหม เราพร้อมจะทิ้งงานการไว้ข้างหลังหรือไม่ และเราพร้อมที่จะจากลูกหลาน พ่อแม่ และคนรักไปหรือเปล่า” (มรณานุสติ-พระไพศาล วิสาโล)

ท่านให้ลองถามใจตัวเราเองว่า เวลาเราอ่านหนังสือพิมพ์ พบข่าวอุบัติเหตุหรือวินาศภัย อย่างไร เราเคยนึกหรือเผื่อใจไว้บ้างไหมว่า สักวันหนึ่งมันอาจเกิดขึ้นกับคนรักหรือคนใกล้ชิดเรา?

เวลาเราประสบความพลัดพรากสูญเสีย เงินหาย ของหาย โทรศัพท์ หรือรถยนต์ถูกขโมย มันเตือนใจให้เราตระหนักว่าความพลัดพรากเป็นธรรมดาของชีวิต อะไรที่เป็นของเรา มันไม่เคยอยู่กับเราไปได้ตลอด

ท่านว่า “การพิจารณาอย่างนี้มีประโยชน์มาก เพื่อทำให้รู้ว่าเราพร้อมที่จะปล่อยวางแค่ไหน เราพร้อมที่จะเผชิญกับความพลัดพรากสูญเสีย หากเกิดขึ้นมาแบบฉับพลันทันทีหรือไม่ นั่นคือการพิจารณาเพื่อดูใจของเรา เพื่อตรวจสอบจิตใจของเรา“

ความตายเป็นภาวะที่บั่นทอนคนก็ได้ ขณะเดียวกันก็ให้พลังแก่คนก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองมันในมุมไหน และจะใช้มันให้เป็นประโยชน์หรือเอาโทษจากมัน

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน