posttoday
สัญญาณชัด 'ขึ้นเอ็นจีวี'

สัญญาณชัด 'ขึ้นเอ็นจีวี'

25 เมษายน 2558

หากถามผมว่า ผลการทำงานสอบผ่านแค่ไหน ผมคงให้คะแนนตัวเองไม่ได้ คงต้องให้ประชาชนตัดสิน

โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์

“หากถามผมว่า ผลการทำงานสอบผ่านแค่ไหน ผมคงให้คะแนนตัวเองไม่ได้ คงต้องให้ประชาชนตัดสิน แต่ยอมรับว่ายังสอบตกอยู่ 2 เรื่อง คือ การเปิดสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21 และการปรับราคาก๊าซเอ็นจีวีให้สะท้อนราคาต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีนี้แน่นอน” ณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน เปิดเผยภายหลังการแถลงผลการดำเนินงานในรอบ 6 เดือน

ถือเป็นสัญญาณชัดที่ส่งผ่านถึงบรรดาผู้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีในภาคขนส่งอยู่ 451,618 คัน คิดเป็น 3% ของจำนวนรถยนต์ทั้งหมด และใช้ก๊าซเอ็นจีวีอยู่ในสัดส่วนถึง 13% ให้รับมือการปรับขึ้นราคา

ปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกระบุว่า รถบรรทุก รถหัวลากที่มีอยู่ 934,291 คัน ใช้ก๊าซเอ็นจีวีอยู่ 53,825 คัน คิดเป็น 5% ส่วนรถโดยสารสาธารณะที่มีอยู่ 128,477 คันนั้น ใช้ก๊าซเอ็นจีวี 13,145 คัน คิดเป็น 9% รวมรถยนต์ในภาคขนส่งที่ใช้ก๊าซเอ็นจีวี 65,970 คัน

รถยนต์ที่เหลือ 385,648 คัน ที่ใช้ก๊าซเอ็นจีวีที่จะมีภาระเพิ่มขึ้นจากการปรับราคาก๊าซเอ็นจีวี จะเป็นรถแท็กซี่ประมาณ 1 แสนคัน ที่เหลืออีก 285,648 คัน เป็นรถยนต์ส่วนบุคคล หรือรถบ้าน นี่คือกลุ่มที่ต้องเผชิญปัญหาจากการปรับโครงสร้างพลังงานที่จะเกิดขึ้น

แม้ณรงค์ชัยจะบอกว่า “เรื่องก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ต้องยอมรับว่ายังไม่สามารถปรับราคาให้สะท้อนต้นทุนได้ เนื่องจากมีการร้องขอให้ชะลอการปรับราคาไปก่อน จากปัจจุบันที่ราคาอยู่ที่ 13 บาท/กก. ในขณะที่ต้นทุนจริงอยู่ที่ 15 บาท/กก. เนื่องจากมีคนบอกว่า อย่าคิดแบบนักเศรษฐศาสตร์มากนัก ให้คิดแบบนักการเมืองบ้าง แต่ผมก็เชื่อว่า แม้ผมสอบไม่ผ่านเรื่องนี้ ก็ทำให้ประชาชนน่าจะ
ชอบได้ ซึ่งในช่วง 6 เดือนที่เหลือ ยังยืนยันที่จะรอจังหวะเวลาที่เหมาะสมเพื่อขยับราคาแน่นอน”

แต่ชัดเจนว่าจากนี้คงต้องรอจังหวะเวลาเหมาะสม ก่อนที่จะพิจารณาปรับโครงสร้างราคาก๊าซเอ็นจีวี เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อผู้ใช้ในภาคประชาชนและภาคขนส่งจนเกินไป

หลายคนสงสัยว่าจะมีการปรับอย่างไร? ข้อมูลที่เด่นชัดที่สุดจาก ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ระบุว่า สนพ.มีเป้าหมายสำคัญที่จะทำให้ราคาก๊าซเอ็นจีวีสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และมีโครงสร้างราคาไม่แตกต่างจากเชื้อเพลิงอื่นๆ ทั้งน้ำมัน ก๊าซ
หุงต้ม (แอลพีจี) โดยจะจัดเก็บภาษีสรรพสามิต และเก็บเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเฉลี่ยจะมีผลทำให้ราคาก๊าซเอ็นจีวีขยับขึ้นมาอีก 4-5 บาท/กก. จากต้นทุนจริงที่ศึกษากันไว้ 14-15 บาท/กก.

แน่นอนว่าโครงสร้างราคาใหม่อาจทำให้ก๊าซเอ็นจีวีมีราคาสูงถึง 20 บาท/กก. จากปัจจุบันที่ราคาขายก๊าซเอ็นจีวีอยู่ที่เพียง 13 บาท/กก. หรือตกประมาณ 7 บาท/ลิตร

แน่นอนว่าหากรัฐบาลปรับราคาขายปลีกก๊าซเอ็นจีวีให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง จะช่วยลดภาระให้กับ ปตท.ที่ปัจจุบันมีผลขาดทุนสะสมจากการอุดหนุนราคาก๊าซเอ็นจีวีมาตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบันกว่า 95,283 ล้านบาท โดยเฉพาะบัตรเครดิตพลังงาน 7.7 หมื่นใบ ทำให้ ปตท.ต้องอุดหนุนส่วนนี้เดือนละ 140 ล้านบาท และยังเกิดหนี้เสียจากการรูดบัตรเครดิตพลังงานเติมก๊าซเอ็นจีวีแล้วไม่ยอมชำระถึง 20 ล้านบาท

นโยบายสำคัญที่ณรงค์ชัยประกาศชัดว่าจะต้องเร่งดำเนินการในช่วง 6 เดือนข้างหน้า คือ 1.การเปิดสำรวจแหล่งปิโตรเลียมรอบใหม่ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายปิโตรเลียมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยเชื่อว่าภายในเดือน มิ.ย.นี้จะมีข้อสรุปที่ชัดเจนตามที่รัฐบาลได้กำหนดกรอบเวลาไว้ ส่วนจะใช้ระบบสัมปทานหรือแบ่งปันผลผลิตขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล

2.เรื่องเร่งด่วนที่ต้องเดินหน้าคือ การแก้ปัญหาภาพรวมของปัญหาวิกฤตภาคพลังงาน ด้วยการสร้างความเป็นธรรมแก่ราคาเชื้อเพลิงแต่ละชนิด

3.เร่งแก้ไขปัญหาหนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีฐานะติดลบจนขณะนี้มีเงินสะสมอยู่ถึง 4 หมื่นล้านบาท เพื่อบริหารจัดการใหม่ โดยเฉพาะการลดการบิดเบือนการใช้พลังงาน

4.ดำเนินการปรับรูปแบบการคำนวณต้นทุนก๊าซแอลพีจี ปรับอัตราการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต และปรับอัตราการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อสร้างผลประโยชน์สูงสุด

5.เร่งปลดล็อกเดินหน้าอนุมัติโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่ค้างการพิจารณาไว้ในหลายรัฐบาลก่อน โดยปัจจุบันได้ดำเนินการอนุมัติโครงการพลังงานหมุนเวียนไปแล้วทั้งสิ้น 160 โครงการ ปริมาณรวมสูงถึง 918.33 เมกะวัตต์

แต่ที่เร่งด่วนกว่าและต้องจับตากันอย่างใกล้ชิดนั้นเป็น 3 เรื่องสำคัญที่สุด คือ 1.ในวันที่ 14 พ.ค.นี้ กระทรวงพลังงานจะเสนอแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าแห่งชาติฉบับใหม่ (พีดีพี 2015) ให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณา ซึ่งแผนฉบับนี้ตั้งเป้าหมายจะลดการสร้างโรงไฟฟ้าด้วยการประหยัดพลังงานให้ได้ 500 เมกะวัตต์/ปี

2.แผนจัดหาก๊าซธรรมชาติ 5 ปี ถ้าเร่งดำเนินการแล้วเสร็จทันก็จะนำเสนอให้ที่ประชุมพิจารณา

3.การบริหารจัดการแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่กำลังจะหมดอายุ ต้องมีความชัดเจนภายในปีนี้ เพื่อให้เอกชนรายเดิมซึ่งก็คือบริษัท เชฟรอน และบริษัท ปตท.สผ. เตรียมตัวทัน

นี่คือเรื่องใหญ่ด้านพลังงานของประเทศที่จะเกิดขึ้นและมีแรงกระเพื่อมในทางการเมืองพอๆ กับแรงกระเพื่อมในเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ประชาชนต้องควักเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น...

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน