
อาเซียนรอรับอานิสงส์ พญามังกรโหมกระตุ้น
ภาวะเศรษฐกิจจีนที่เติบโตช้าที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ กำลังกดดันให้รัฐบาลกรุงปักกิ่งต้องเร่งดำเนินนโยบาย
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
ภาวะเศรษฐกิจจีนที่เติบโตช้าที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ กำลังกดดันให้รัฐบาลกรุงปักกิ่งต้องเร่งดำเนินนโยบายบางอย่างเพื่อพยุงสภาพเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวมากเกินไป
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งสำคัญด้วยการลดสัดส่วนเงินทุนสำรองของธนาคารพาณิชย์ (อาร์อาร์อาร์) ลงมาอยู่ที่ราว 18.5% สำหรับสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกปี 2009
อย่างไรก็ตาม จากสถานะการเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเบอร์ 1 ของเอเชีย ผู้มีสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจบนโลก อานิสงส์ของการกระตุ้นเศรษฐกิจในจีนถึงไม่ได้จำกัดเฉพาะบนแผ่นดินมังกรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเพื่อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) อีกด้วย
ทั้งนี้ แม้บางประเทศในอาเซียนอย่าง เวียดนาม และฟิลิปปินส์ กำลังมีปัญกับจีนกรณีพิพาทเขตแดนในทะเลจีนใต้ จนเป็นเหตุวุ่นวายใหญ่โตในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า อาเซียนต้องพึ่งพาตลาดขนาดใหญ่ในจีนและมีสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้น
พิสูจน์ได้จากสัดส่วนการค้าการลงทุนระหว่างสองเขตเศรษฐกิจ โดยจากข้อมูลล่าสุด จีนยังถือเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของอาเซียน ขณะที่อาเซียนถือเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของจีน โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างกันราว 4.43 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 14.1 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2013 ที่ผ่านมา
ขณะที่ในด้านการลงทุน จีนยังเป็นผู้ลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) รายใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของอาเซียน โดยมูลค่าการลงทุนระหว่างปี 2011-2013 เท่ากับ 2.187 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.99 แสนล้านบาท)
ดังนั้น หากเศรษฐกิจจีนอยู่ในทิศทางที่สดใส ก็ย่อมฉุดให้เศรษฐกิจของอาเซียนได้อานิสงส์ไปด้วยตามการค้าการลงทุน ซึ่งส่งผลดีต่ออาเซียนอย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่ การส่งออก การท่องเที่ยว และค่าเงิน
ในประการแรก การส่งออกของอาเซียนจะปรับตัวในทิศทางที่สดใส เนื่องจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนจะทำให้เศรษฐกิจจีนมีทิศทางดีขึ้นและสร้างความต้องการสินค้า ซึ่งหมายถึงมูลค่าการส่งออกของอาเซียนที่มากขึ้นด้วย
ทั้งนี้ โครงการสร้างเศรษฐกิจในการเป็น “โรงงานของโลก” ได้สร้างความต้องการสินค้าประเภทวัตถุดิบสำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่ในอาเซียน จีนคือตลาดรองรับสินค้าขนาดใหญ่สำหรับสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทน้ำมันและยางพารา
ยิ่งไปกว่านั้น บางประเทศในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม มีจีนเป็นคู่ค้าโดยตรงรายใหญ่ เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าจีนมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจอาเซียน
ขณะเดียวกัน ผลประโยชน์จากเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน (เอซีเอฟทีเอ) ยังทำให้อัตราภาษีสินค้าจากจีนเฉลี่ยลดลงจาก 12.8% เป็น 0.6% ขณะที่สินค้าส่งออกจากอาเซียนได้รับการลดภาษีจาก 9.8% เป็น 0.1%
ด้าน เกลนน์ แมคไกว นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ แสดงความเห็นว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนกอปรกับการฟื้นตัวของการบริโภคหรัฐ จะเป็นการเปิดประตูให้อาเซียนฟื้นฟูการส่งออกได้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
ขณะที่ ตัน ซรี มูห์ยิดดิน ยัสซิน รองนายกรัฐมนตรีแดนเสือเหลือง กล่าวว่า อาเซียนจะก้าวขึ้นเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของจีนภายในสิ้นปีนี้
นอกจากนี้ อาเซียนกับจีนยังมีความเห็นตรงกันที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ได้ถึง 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 16 ล้านล้านบาท) ภายในปีนี้ และ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 32 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2020
ประการต่อมา การกระตุ้นเศรษฐกิจจีนจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของอาเซียนด้วยในตัว เนื่องจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนจะทำให้บรรดาผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายมากขึ้น ไม่เฉพาะแต่การบริโภคภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการบริโภคนอกประเทศด้วย
จุดมุ่งหมายการท่องเที่ยวอันดับ 1 ของจีนยังคงเป็นฮ่องกง และมาเก๋าเป็นอันดับ 2 ซึ่งทั้งสองที่รวมกันจะมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวจีนทั้งหมด 70%
ด้านความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นที่หมางเมินกันต่อกรณีข้อพิพาทหหมู่เกาะเตียวหยู หรือเซนกากุ ในทะเลจีนตะวันออก ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเบนเข็มเดินทางมาอาเซียนมากขึ้น เนื่องจากอาเซียนมีที่ตั้ง
ไม่ไกลจากจีนมากนักและยังมีวัฒนธรรมที่ใกล้ชิดกันอีกด้วย
เมื่อเดือน พ.ย. 2014 ที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 100 ล้านคน เป็นครั้งแรก เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 19.49% โดยเป็นชาวจีนที่เดินทางมาท่องเที่ยวในอาเซียนถึง 85.42 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 16.1% และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้
การแห่เข้ามาท่องเที่ยวของบรรดาลูกหลานแดนมังกรยังเป็นการช่วยพยุงเศรษฐกิจทางอ้อม ท่ามกลางภาวะส่งออกชะลอตัวเช่นนี้ เนื่องจากการท่องเที่ยวเป็นการเพิ่มการบริโภคภายในประเทศที่ง่ายที่สุดโดยที่แทบไม่ต้องลงทุนผลิตใหม่
ประการสุดท้าย การกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนยังส่งผลดีต่อค่าของสกุลเงินในอาเซียนอีกด้วย โดยจะไปกดให้สกุลเงินอาเซียนอ่อนลง
ทั้งนี้ การที่แดนมังกรเลือกใช้การปรับลดอาร์อาร์อาร์แทนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามประเพณี เนื่องจากจีนไม่ต้องการให้การ กระุต้นเศรษฐกิจสร้างความผันผวนให้กับค่าเงินหยวนมากนัก โดยมาตรการลด
อาร์อาร์อาร์จะสามารถทำให้สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น แต่จะทำให้เกิดภาวะทุนไหลออกและสกุลเงินหยวนอ่อนค่า เหมือนการลดดอกเบี้ย
ที่เป็นเช่นนี้เพราะทางการจีนกำลังเร่งผลักดันให้เงินหยวนเป็นหนึ่งสกุลเงินสำรองระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการ โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) มีกำหนดจะพิจารณาประเด็นดังกล่าวในปีนี้
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้เงินหยวนมีเสถียรภาพมากขึ้นและจะกดดันให้สกุลเงินส่วนใหญ่ในอาเซียนอ่อนลง สร้างศักยภาพในการแข่งขันให้กับสินค้าส่งออกของอาเซียนทางอ้อม
ทั้งนี้ แม้รัฐบาลจีนจะไม่ระบุอย่างเป็นทางการ แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐบาลจีนจะไม่มีทางปล่อยให้สภาพเศรษฐกิจจีนชะลอตัวอย่างรุนแรงเกินไป ระหว่างปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากเน้นพึ่งพาการส่งออกเป็นเน้นพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ
กรณีดังกล่าวจึงเหมือนเป็นพันธสัญญาของรัฐบาลจีนว่าจะใช้นโยบายกระตุ้นเท่าที่จำเป็น เพื่อการประคับประคองเศรษฐกิจช่วงนี้ไม่ให้ชะลอตัวอย่างรุนแรงเกินไปนี้
อย่างไรก็ตาม อาเซียนจะได้รับอานิสงส์จากจีนครั้งนี้ได้ดีขนาดไหน ก็ขึ้นอยู่กับบรรดาผู้บริหารนโยบายภายในที่หันใบเรือตามลมเช่นกัน หากชักใบผิด อานิสงส์ครั้งนี้จะผ่านเลยไปอย่างน่าเสียดายไม่น้อยทีเดียว







