
กมธ.ยกร่างฯลุยไฟ ไม่รื้อใหญ่แต่แก้จุดเล็ก
การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้จะยังไม่ได้เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย คือวันที่ 25 พ.ค.-23 ก.ค.
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้จะยังไม่ได้เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย คือวันที่ 25 พ.ค.-23 ก.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องทบทวนเนื้อหาก่อนส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายให้กับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แต่ต้องถือว่ามีความเข้มข้นดุเดือดพอสมควร ดังจะเห็นได้จากการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญของ สปช.ตลอด 4 วันที่ผ่านมา
ในภาพรวมของการอภิปรายจะเห็นได้ว่ามีสมาชิก สปช.สนับสนุนและไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญอยู่พอๆ กัน
ฝ่ายที่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญมีเหตุผลสำคัญอยู่ที่การยกระดับประชาชนให้เป็น “พลเมือง” ซึ่งการยกระดับที่ว่านั้นคณะ กมธ.ยกร่างฯ ไม่ได้เขียนไว้ให้ดูสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการให้หลักประกันในการเข้าถึงสิทธิและเสรีภาพต่างๆ มากขึ้นจากเดิมที่ได้รับจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550
ส่วนฝ่ายคัดค้านก็มุ่งประเด็นที่การปฏิรูปโครงสร้างของสถาบันการเมือง “คณะรัฐมนตรี-สภาผู้แทนราษฎร-วุฒิสภา” ซึ่งต่างเห็นว่ายังไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่นัก แต่ในทางกลับกันจะกลายเป็นการปฏิรูป “ลดอำนาจฝ่ายการเมือง เพิ่มอำนาจฝ่ายราชการ” เพราะการเลือกตั้งระบบสัดส่วนผสมเป็นประตูสู่รัฐบาลผสมที่อาจทำให้รัฐบาลไม่เข้มแข็ง แต่ข้าราชการกลับมีอำนาจมากขึ้น เนื่องจากไม่ต้องผ่านการแต่งตั้งจากอำนาจฝ่ายการเมืองแบบ 100%
เสียงคัดค้านของ สปช.ต่อเรื่องนี้ที่ออกมาตลอด 4 วัน เป็นเรื่องที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ให้ความสำคัญอยู่ไม่น้อย มิเช่นนั้น คณะ กมธ.ยกร่างฯ คงไม่ประกาศแก้ไขเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญกลางที่ประชุม สปช.ด้วยการกำหนดให้นายกฯ คนนอกต้องได้เสียงจากสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 2 ใน 3 เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เพียงแค่การแก้ไขเรื่องเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยให้ความขัดแย้งระหว่าง สปช.กับคณะ กมธ.ยกร่างฯ จะสงบลงได้ เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่ สปช.เตรียมรวมตัวสู้กับคณะ กมธ.ยกร่างฯ อีกรอบในช่วงของการเสนอคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ โดยหลักๆ จะมีอยู่ 3 เรื่อง คือ
1.ระบบเลือกตั้ง สส.แบบสัดส่วนผสม สปช.เห็นด้วยกับหลักการของการเลือกตั้งระบบนี้ที่ไม่ต้องการให้เสียงข้างมากแบบเด็ดขาดในสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็กังวลกับการเกิดรัฐบาลผสมจากหลายพรรคการเมือง ซึ่งจะทำให้การเมืองเข้าไปสู่อีหรอบเดิมก่อนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 อีก รวมไปถึงไม่เห็นด้วยกับแนวคิดให้มี สส.ระบบบัญชีรายชื่อแบบเปิด เพราะมีผลให้พรรคการเมืองเกิดความขัดแย้งภายในรุนแรง จนระบบพรรคการเมืองไม่มีเสถียรภาพ
หากจับสัญญาณของคณะ กมธ.ยกร่างฯ ต้องยอมรับว่ามีความเป็นไปได้น้อยที่จะยอมให้การเลือกตั้ง สส.กลับไปเป็นระบบเดิม อย่างมากที่สุดอาจแค่แก้ตัวเลขของ สส. โดยให้มีจำนวน สส.ระบบเขตเลือกตั้งมากขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ 250 คน และไปลดจำนวน สส.บัญชีรายชื่อที่เดิมบัญญัติไว้ 200 คนแทน
2.ที่มาของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี แม้เสียงส่วนใหญ่ของ สปช.จะอ่อนลง และเริ่มยอมรับกับความจำเป็นในการเปิดกว้างให้คนนอกเข้ามาเป็นนายกฯ มากขึ้น ทว่ายังมีบางประเด็นที่ต้องการให้คณะ กมธ.ยกร่างฯ ปรับแก้เช่นกัน
อาทิ อยากให้กำหนดกระบวนการในการได้มาซึ่งนายกฯ คนนอกที่ไม่ได้เป็น สส.เอาไว้ในบทเฉพาะกาลแทนการใส่ไว้ในหมวดคณะรัฐมนตรี เพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังยืนหลักการเดิมที่ให้นายกรัฐมนตรีต้องยึดโยงกับประชาชนผ่านการเป็น สส. แต่ก็มีข้อยกเว้นให้สภาเลือกคนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ภายใต้สถานการณ์จำเป็นตามเงื่อนไขในบทเฉพาะกาล
เช่นเดียวกับ การให้วุฒิสภาทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติบุคคลที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี เนื่องจากจะเป็นการทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติเข้าไปก้าวล่วงอำนาจของฝ่ายบริหาร
ประเด็นที่มีโอกาสถูกปรับแก้มากที่สุดอยู่ที่เรื่องการให้วุฒิสภากลั่นกรองรายชื่อรัฐมนตรี เนื่องจากในชั้นการพิจารณาของคณะ กมธ.ยกร่างฯ ก่อนเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกมาให้ สปช. เสียงในคณะ กมธ.ยกร่างฯ ต่อเรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นทิศทางเดียวกันมากนัก แต่สำหรับเรื่องให้กำหนดบทบัญญัตินายกฯ คนนอกไว้ในบทเฉพาะกาลนั้นมีทางเป็นไปได้ยาก เพราะคณะ กมธ.ยกร่างฯ เห็นว่าเรื่องนี้เป็นหลักการสำคัญ จึงจำเป็นต้องบรรจุไว้ในหมวดคณะรัฐมนตรี
3.การได้มาซึ่งวุฒิสภา การเปิดช่องให้มี สว.จากการเลือกตั้งของประชาชนจังหวัดละ 1 คน ดูเหมือนจะเป็นความพยายามที่จะลดความขัดแย้งในทางการเมืองของคณะ กมธ.ยกร่างฯ แต่เอาเข้าจริงก็มีข้อสงสัยว่าเป็นเรื่อง “ย้อนแย้ง” หรือไม่
กล่าวคือ ในเมื่อร่างรัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ให้พลเมืองเป็นใหญ่ แต่ปรากฏว่าประชาชนไม่มีสิทธิเลือก สว.อย่างมีอิสระ หลังจากคณะ กมธ.ยกร่างฯ กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร สว.ก่อนโยนให้ประชาชนลงคะแนนเลือก
สมาชิก สปช.มีเสียงสะท้อนในทางลบต่อกลไกดังกล่าวพอสมควร เพราะเห็นว่าจะทำให้สถานะและความชอบธรรมของ สว.ว่าจะมีจุดยึดโยงกับประชาชนหรือไม่ ในเมื่อกระบวนการในการได้มาซึ่ง สว.ทางอื่นผ่านการเลือกตั้งทางอ้อมก็มีปัญหาเรื่องความเชื่อมโยงกับประชาชนอยู่เช่นกัน
อย่างไรก็ดี สำหรับเรื่องนี้เป็นเรื่องยากที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ จะยอมกลับไปใช้การเลือกตั้ง สว.แบบเดิม เนื่องจากมองว่าตัวเองได้ถอยอย่างถึงที่สุดแล้ว เพราะหากกลับไประบบเลือกตั้งอย่างเก่าย่อมเท่ากับไม่เกิดการปฏิรูป
ทั้งนี้ 3 ประเด็นใหญ่ดังกล่าว จะเป็นไฮไลต์สำคัญของการห้ำหั่นในยกสอง(ขั้นตอนเสนอคำแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของ สปช.) ระหว่าง สปช.กับ กมธ.ยกร่างฯ ซึ่งเสียงระฆังจะดังขึ้นหลังจากสิ้นสุดยกแรกในวันที่ 26 เม.ย.
หากแต่ละฝ่ายไม่อาจหาจุดที่ประนีประนอมกันได้ยกนี้ ยกที่สามซึ่งเป็นยกสุดท้าย คือ การลงมติของ สปช.ว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ คงได้เห็นอะไรที่คาดไม่ถึงอย่างแน่นอน







