
ปูพรมลุยส่งออก
การประชุมหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ว่า ได้ข้อสรุปว่าจะมีการแบ่งกลุ่มสินค้าทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรมและบริการ รวม 10 กลุ่ม เพื่อทำแผนผลักดันการส่งออกเป็นรายสินค้าและรายตลาด โดยเน้นว่าจะขยายตลาดทั้งที่เคยส่งออกแล้วและตลาดใหม่ๆ ได้อย่างไร โดยจะมีการประชุมกลุ่มทำงานนัดแรกวันที่ 24 เม.ย.นี้ และกำหนดให้เสร็จภายใน 1 เดือน โดยภายในเดือน มิ.ย.-ก.ค. จะต้องปูพรมขยายตลาดให้ได้ตามที่กำหนด
การประชุมหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ว่า ได้ข้อสรุปว่าจะมีการแบ่งกลุ่มสินค้าทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรมและบริการ รวม 10 กลุ่ม เพื่อทำแผนผลักดันการส่งออกเป็นรายสินค้าและรายตลาด โดยเน้นว่าจะขยายตลาดทั้งที่เคยส่งออกแล้วและตลาดใหม่ๆ ได้อย่างไร โดยจะมีการประชุมกลุ่มทำงานนัดแรกวันที่ 24 เม.ย.นี้ และกำหนดให้เสร็จภายใน 1 เดือน โดยภายในเดือน มิ.ย.-ก.ค. จะต้องปูพรมขยายตลาดให้ได้ตามที่กำหนด
สำหรับ 10 กลุ่มที่กำหนดเพื่อทำแผนผลักดันการส่งออก เช่น เกษตรและอาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน ยานยนต์และชิ้นส่วน สิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ วัสดุก่อสร้าง กลุ่มสินค้าสุขภาพ กลุ่มไลฟ์สไตล์ โลจิสติกส์ และตลาดซีแอลเอ็มวี
สุพันธ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ได้เสนอให้กระทรวงพาณิชย์เพิ่มงบประมาณในโครงการเอสเอมอี โปรแอ็กทีฟ เพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีให้มีโอกาสในการส่งออก หลังจากที่งบประมาณเดิมได้หมดลงและหยุดโครงการไป และขอให้ผลักดันโครงการโปรดักส์ ออฟ ไทยแลนด์ โดยสนับสนุนให้มีการติดโลโก้ที่ระบุว่าเป็นสินค้าจากประเทศไทย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเร่งจัดงานแสดงสินค้าระดับอาเซียน โดยร่วมกับประเทศอาเซียนอื่นๆ ในปีหน้าเพื่อดึงดูดคนทั่วโลกมาชมและเลือกซื้อสินค้า
นอกจากนี้ ได้ฝากให้กระทรวงพาณิชย์ไปประสานหน่วยงานเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาเงินบาทแข็งค่าขึ้น 1% ขณะที่มาเลเซียอ่อนค่าลง 10% สิงคโปร์อ่อนค่า 5-6% อินโดนีเซีย 5-6% และเวียดนาม 2% โดยเงินบาทแข็งค่ามากที่สุดในโลกติดอันดับ 1 ใน 3 ที่เงินแข็งค่า







