
จุดเปลี่ยน FDI ของไทย?
โดย...เสาวณี จันทะพงษ์
โดย...เสาวณี จันทะพงษ์
การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment : FDI) ก่อให้เกิดผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศผู้รับทุน โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่เงินทุนจากการออมภายในประเทศไม่เพียงพอ และยังต้องการเงินทุนจากต่างประเทศเพื่อพัฒนาประเทศ เพิ่มการจ้างงาน ช่วยให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่จะนำไปสู่การพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิตในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการผลิต ซึ่งจะทำให้รายได้ของคนในประเทศผู้รับทุนสูงขึ้น
นับตั้งแต่ปี 2007 ซึ่งเป็นปีที่มีมูลค่า FDI ของโลกสูงสุดถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ ต่อมากระแสเงิน FDI ก็ปรับลดลงตั้งแต่ปี 2008 และในปี 2012 เป็นปีแรกที่เริ่มเห็นกระแสการไหลของ FDI ของโลกมีทิศทางเปลี่ยนแปลงไป โดยไหลเข้าสู่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนามากกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
ทำให้เกิดคำถามว่า FDI ของไทยจะมีขนาดและทิศทางข้างหน้าอย่างไร? สอดคล้องกับกระแส FDI ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาอื่นหรือไม่อย่างไร?
บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) วิเคราะห์สถานะปัจจุบันและศักยภาพในการดึงดูด FDI ของไทย ทั้งปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจเปรียบเทียบกับต่างประเทศ 2) ประเมินแนวโน้ม FDI ที่จะไหลเข้าไทยจากมุมมองนักลงทุนต่างชาติ รวมทั้งนำเสนอนัยทางนโยบายด้าน FDI ของไทย
กระแสการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตในปี 2013 มูลค่า FDI ของโลกอยู่ที่ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา (ปี 2001–2012) ที่ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคลื่นการลงทุน FDI ของโลกไปยังประเทศต่างๆ ที่มีทิศทางเปลี่ยนแปลงไป โดยในช่วงปี 2011-2013 เมื่อเงินลงทุนที่ไหลเข้าสู่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วลดลง
ขณะที่เงินลงทุนที่ไหลเข้าสู่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มขึ้น ต่างจากคลื่นการไหลของเงินลงทุน FDI ในอดีต ทำให้สัดส่วน FDI ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาต่อ FDI ของโลก เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 28 ในช่วงปี 2001-2005 เป็นร้อยละ 50 ในช่วงปี 2011-2013
ขณะที่สัดส่วนดังกล่าวของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ลดลงจากร้อยละ 70 ในช่วงปี 2001-2005 มาอยู่ที่ร้อยละ 44 ในช่วงปี 2011-2013
หากวิเคราะห์ลึกลงไปในระดับภูมิภาค พบว่าในช่วงที่ผ่านมา (ปี 2011-2013) เงินลงทุน FDI ของโลกไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียที่ร้อยละ 28 ส่วนใหญ่ไปยังเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองลงมาคือ ภูมิภาคละตินอเมริกา ที่ร้อยละ 18
แนวโน้มลดลงจากช่วงหลังวิกฤตการเงิน 1997 หากพิจารณา FDI ของไทยเทียบกับประเทศอื่นในเอเชีย ทั้งในเชิงปริมาณและประสิทธิภาพพบว่า
1) ในเชิงปริมาณ : FDI ที่ไหลเข้าไทย 2 ที่ วัดจากสัดส่วน FDI/GDP และ FDI/Export มีแนวโน้มลดลงแม้ว่ายอดคงค้าง FDI จะเพิ่มขึ้นจาก 6,587 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2005 เป็น 66,938 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2013
แต่หากพิจารณาในเชิงเปรียบเทียบกับขนาดเศรษฐกิจและการส่งออก พบว่าในช่วงหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2009-2012 FDI/GDP และ FDI/Export ของไทย มีสัดส่วนเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.2 และ 3.2 ตามลำดับ และอยู่ระดับต่ำกว่าช่วงหลังวิกฤตการเงินเอเชียปี 2000-2007 ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 3.6 และ 5.5 ตามลำดับ โดย FDI ที่ไหลเข้าไทยในระดับสูงในช่วงหลังวิกฤตการเงินเอเชียปี 1997 ส่วนใหญ่มาจากการควบกิจการ (Merger and Acquisition) ในภาคการเงินและการธนาคาร
จากการวิเคราะห์ดัชนี Inward Performance Index พบว่าในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาไทยยังได้รับเงินลงทุนสูงกว่าขนาดเศรษฐกิจเล็กน้อย โดยดัชนีนี้ในช่วงปี 2000-2012 อยู่ที่ 1.4 แต่หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นแล้ว ถือว่าไทยได้รับความสนใจน้อยลงตั้งแต่ปี 2005
ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้นตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤตการเงินโลก
2) ในเชิงประสิทธิภาพ : พบว่าสัดส่วน FDI ต่อ Gross-fixed Capital Formation (GFCF) ของไทย ที่สะท้อนถึงความสามารถในการสนับสนุนการลงทุนไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากอดีตมากนัก โดยในปี 2013 อยู่ที่ร้อยละ 11.8 ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ที่ร้อยละ 12.5
จากการศึกษาข้อมูลในระดับสาขาเศรษฐกิจ เพื่อให้เห็นถึงลักษณะโครงสร้างของ FDI ของไทย รวมทั้งเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค พบว่า 1) ลักษณะโครงสร้าง FDI ของไทยกระจุกตัวสูงในสาขาการผลิตถึงเกือบร้อยละ 60 นับว่าสูงสุดในกลุ่มประเทศที่ศึกษา คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม และไทย
และหากเปรียบเทียบในสองช่วงเวลาที่ศึกษา พบว่านักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นในสาขาการผลิตและสาขาอสังหาริมทรัพย์ และลงทุนในสาขาการค้าและพาณิชย์ลดลง ขณะที่สัดส่วนการลงทุนในภาคบริการในสาขาการเงินอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิมที่ประมาณร้อยละ 10
ทั้งนี้ การลงทุนต่างชาติในสาขาการผลิตที่สูง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ ส่งผลให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาที่มีส่วนร่วมอย่างสำคัญในห่วงโซ่มูลค่าโลกเนื่องจากไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) ของเอเชียในสาขายานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ โดยมีสัดส่วนการเข้าร่วมในห่วงโซ่มูลค่าโลกในระดับสูงใกล้เคียงกับจีน ญี่ปุ่น และไต้หวัน แต่น้อยกว่าสิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย และเกาหลีใต้
แต่การที่สาขาอื่นๆ ยังมีสัดส่วนน้อย อาจสะท้อนว่าทำไมในปัจจุบันไทยจึงยังไม่สามารถรับประโยชน์จากห่วงโซ่มูลค่าโลกในสาขาอื่นๆ มากนัก
(อ่านต่อฉบับหน้า)







