
สหรัฐรุกหนักจี20 สกัด...วิกฤตรีเทิร์น
8...ทีมข่าวต่างประเทศ
ใกล้เปิดฉากขึ้นทุกทีสำหรับเวทีการประชุมของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรือกลุ่ม จี20 ที่กรุงโตรอนโต ประเทศแคนาดา ในสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์กันต่างๆ นานาว่า ประเด็นทางด้านเศรษฐกิจเรื่องใดที่จะกลายมาเป็นหัวข้อหลักสำหรับการประชุมครั้งนี้
ก่อนหน้านี้ ทุกเสียงพุ่งเป้าไปที่ค่าเงินหยวนของจีนที่อ่อนค่ากว่าที่ควรจะเป็น และมองว่าการประชุม จี20 จะกลายเป็นเวทีที่นานาชาติใช้เล่นงานจีน
แต่ทว่าทันทีที่ประธานาธิบดีหูจิ่นเทา ของจีนแสดงท่าทีว่าจะยอมโอนอ่อนผ่อนตามกระแสกดดันจากนานาชาติ และเริ่มปรับอัตราอ้างอิงแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวนใหม่ให้แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย กระแสของนานาประเทศที่ก่อนหน้านี้เคยยกให้ประเด็นเรื่องค่าเงินหยวนว่าจะมาแรงที่สุดในการประชุม จี20 จึงเป็นอันต้องตกอันดับไป
ประเด็นที่หวนกลับมาใหม่จึงหนีไม่พ้น
“วิกฤตเศรษฐกิจของโลก” ซึ่งยังคงเกรงกันว่ามีโอกาสจะกลับมาให้ชอกช้ำกันอีกระลอก โดยตัวตั้งตัวตีที่จุดประเด็นดังกล่าวขึ้นมาก็หนีไม่พ้นประเทศที่เป็นสาเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้คือ “สหรัฐ”สิ่งที่สหรัฐกังวลและเกรงกลัวที่สุดในขณะนี้คือ การตัดสินใจยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เร็วเกินไป และการใช้นโยบายรัดเข็มขัดอย่างสุดโต่งของหลายประเทศในยุโรปเพื่อแก้ไขภาระหนี้สาธารณะของประเทศต่างๆ ที่อาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกต้องประสบกับภาวะถดถอยอีกครั้งหนึ่ง
ในสายตาของสหรัฐสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น หนีไม่พ้นมาตรการการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจที่ตกต่ำกลับมาฟื้นตัว และกลับไปขยายตัวได้อีกครั้งหนึ่ง ดังจะเห็นได้จากมาตรการอัดฉีดงบประมาณมูลค่ามหาศาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศที่รัฐบาลสหรัฐเดินหน้ามาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าภาครัฐจะประสบภาวะขาดดุลงบประมาณทะลุ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ไปแล้วในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
ทว่าสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ โดยเฉพาะกับกลุ่มประเทศยูโรโซนก็ได้สร้างปัญหาหนักใจให้กับสหรัฐอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมาตรการรัดเข็มขัดหรือมาตรการลดการขาดดุลงบประมาณของประเทศต่างๆ ที่ออกมาเพื่อต่อสู้กับปัญหาวิกฤตหนี้ที่เกิดขึ้น อาจจะทำให้เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวและจำเป็นจะต้องได้รับการกระตุ้นต้องประสบกับภาวะชะงักงัน และอาจจะเหนี่ยวรั้งให้เศรษฐกิจสหรัฐที่ยังคงไร้ภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตเศรษฐกิจ รวมถึงทั้งเศรษฐกิจโลกอาจประสบกับภาวะตกต่ำอีกระลอก
ก่อนหน้านี้กลุ่มประเทศยูโรโซนได้ประกาศใช้มาตรการรัดเข็ดขัด และลดการขาดดุลงบประมาณลงอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่กรีซที่ได้ประกาศมาตรการรัดเข็มขัดมูลค่า 2.4 หมื่นล้านยูโร โดยตั้งเป้าที่จะลดการขาดดุลงบประมาณในปีนี้ลงจากเดิม 13.6% ของจีดีพี เหลือเพียง 8.1% ของจีดีพี ลดลงเหลือ 7.6% ของจีดีพีในปี 2554 และลดลงเหลือเพียง 2.6% ของจีดีพีในปี 2557 ตามเพดานของกลุ่มยูโรโซนที่ไม่เกิน 3% ของจีดีพี
โปรตุเกสประกาศนโยบายรัดเข็มขัดมูลค่า 2,000 ล้านยูโร ตั้งเป้าลดการขาดดุลงบประมาณในปีนี้ลงจากเดิม 9.4% ของจีดีพี ให้มาอยู่ที่ 7.3% ของจีดีพี และลดลงเหลือ 4.6% ของจีดีพีในปี 2554
ในส่วนของสเปนประกาศตัดลดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลในปี 2553
–2554 ลง 1.5 หมื่นล้านยูโร (ราว 5.9 แสนล้านบาท) เยอรมนีประกาศตัดลดงบประมาณลง 8 หมื่นล้านยูโร (ราว 3.16 ล้านล้านบาท) และอิตาลีตัดลดงบประมาณลง 2.4 หมื่นล้านยูโร (ราว 9.5 แสนล้านบาท)ทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐ และลอว์เรนซ์ ซัมเมอร์ส ที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาวประกาศชัดเจนว่า เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่การแก้ไขปัญหาวิกฤตหนี้นั้นจำเป็นจะต้องออกมาตรการลดการขาดดุลงบประมาณในระยะยาว แต่ทว่าก็ต้องพยายามไม่ให้ส่งผลกระทบกับการเจริญเติบโตกับเศรษฐกิจในระยะสั้นเช่นกัน
และถ้าหากรัฐบาลของประเทศเหล่านั้นยังไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาเติบโตได้ นโยบายขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลก็อาจจะต้องคงไว้ต่อไป หรือมิหนำซ้ำกลับจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในที่สุดแล้วอาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว
ความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นของสหรัฐภายหลังบรรดาประเทศในยุโรปต่างเดินหน้าประกาศมาตรการรัดเข็มขัดอย่างพร้อมเพรียง ทำให้สหรัฐที่เกรงว่าอาจจะโดนหางเลขไปด้วยหากเศรษฐกิจในยุโรปต้องตกต่ำถดถอยรอช้าไม่ได้ และประกาศจะเดินหน้าหารือเรื่องนี้ในเวที จี20 อย่างเอาจริงเอาจัง
ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ถึงกับประกาศว่า ภารกิจที่สำคัญเป็นอันดับแรกสุดในการเข้าร่วมการประชุม จี20 ที่กำลังจะเกิดขึ้นที่โตรอนโตในครั้งนี้ คือการสร้างความแข็งแกร่งให้กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
สหรัฐไม่ลังเลที่จะเลือกใช้เวทีการประชุมในครั้งนี้ผลักดันวาระของตนเข้าสู่โต๊ะเจรจา เนื่องจากเล็งเห็นว่าเวทีการประชุม จี20 เป็นเวทีที่ได้รวมเอาบรรดาประเทศกำลังพัฒนาที่มีอิทธิพลในเวทีเศรษฐกิจโลก อาทิ จีน บราซิล เกาหลีใต้ เข้ามาร่วมประชุมหารือ
สหรัฐหวังว่าประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ ซึ่งกลายมาเป็นตลาดใหม่ที่ทวีความสำคัญมากขึ้นทุกขณะ จะสามารถมีบทบาทในการช่วยป้องกันไม่ให้โลกต้องประสบกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจอีกครั้งในอนาคต
แนวทางที่สหรัฐพยายามจะนำเสนอเพื่อป้องกันวิกฤตเศรษฐกิจก็คือ การบอกให้เศรษฐกิจโลกเลิกพึ่งพิงตลาดสหรัฐแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งรัฐบาลกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มองว่าเป็นสาเหตุให้วิกฤตเศรษฐกิจลุกลามส่งผลกระทบไปทั่วทั้งโลกมาครั้งหนึ่ง
ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายมีส่วนช่วยที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกมีเสถียรภาพได้ด้วยการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ และผลักดันให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหนีไปพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศมากขึ้นกว่าพึ่งพิงแต่การส่งออกเป็นส่วนใหญ่ ในขณะเดียวกันก็เสนอให้ใช้นโยบายกำหนดอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราที่ยืดหยุ่นมากขึ้นโดยเฉพาะกรณีของจีน
ที่สุดแล้วแม้ไม่อาจจะรู้ได้ว่าความพยายามของสหรัฐที่จะผลักดันเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม จี20 จะประสบผลสำเร็จหรือไม่ หรือจะสามารถทำให้ประเทศสมาชิกกลุ่ม จี20 เข้ามาร่วมกันดำเนินมาตรการเพื่อรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคตได้หรือไม่
แต่ทว่าสิ่งที่สหรัฐเกรงกลัวและเป็นกังวลมาโดยตลอดว่ามาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาลประเทศต่างๆ จะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำนั้นก็ได้เริ่มปรากฏชัด
เมื่อผลการสำรวจล่าสุดเปิดเผยว่า ดัชนี Purchasing Managers
’ Index (PMI) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการขยายตัวของภาคการผลิต และอุตสาหกรรมของ 16 ประเทศกลุ่มยูโรโซนประจำเดือน มิ.ย. ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง โดยปรับตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 56.0 จากเดิมเมื่อเดือน เม.ย. อยู่ที่ 57.3ดัชนี PMI ในภาคบริการก็ปรับตัวลดลงจากเดิม 56.2 มาอยู่ที่ 55.4 ขณะเดียวกันดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมก็ปรับตัวลดลงจากเดิม 55.8 ลงมาอยู่ที่ 55.6 ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 4 เดือน
สัญญาณเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะชะลอตัวลงในครั้งนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก แต่กับสหรัฐแล้วก็อาจจะเป็นเรื่องดีที่ดัชนีเหล่านี้จะช่วยตอกย้ำ และช่วยให้ข้อเสนอของสหรัฐดูมีภาษียิ่งขึ้น และสหรัฐก็จะควบคุมเวทีการประชุมในครั้งนี้ได้อยู่หมัด







