
รัฐธรรมนูญฉบับ 2560?
คนไทยรอรัฐธรรมนูญใหม่เหมือนรอยารักษามะเร็ง! ขณะที่เขียนบทความนี้ ผู้เขียนเพิ่งได้เห็น “สาระภาพ”
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
คนไทยรอรัฐธรรมนูญใหม่เหมือนรอยารักษามะเร็ง!
ขณะที่เขียนบทความนี้ ผู้เขียนเพิ่งได้เห็น “สาระภาพ” หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Info graphic เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีการสรุปสาระสำคัญๆ เป็น 4 ด้าน คล้ายคำขวัญปลุกใจให้รักรัฐธรรมนูญ ในข้อความที่ว่า “สร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ การเมืองใสสะอาดและสมดุล หนุนสังคมที่เป็นธรรม นำชาติสู่สันติสุข” ด้วยฝีมือทีมงานสถาบันพระปกเกล้า จากการมอบหมายของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีบางคนเผลอเรียกว่า “รัฐธรรมนูญบวรศักดิ์” นั่นแหละ
ความจริงคนไทยมีความเข้าใจเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญในแนว “ตลกๆ” นี้มานานแล้ว ตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่เราเริ่มรับข่าวสารจากตะวันตก ผ่านเครื่องพิมพ์หนังสือที่นำเข้ามาโดยหมอบรัดเลย์ ตอนนั้นเราเรียกรัฐธรรมนูญทับศัพท์ตามแบบฝรั่งว่า “คอนสติติวชั่น” ชาวบ้านได้ยินเขาพูดก็เออออออกเสียงตามๆ กันว่า “ค้อนๆ” ว่าค้อนนี่คงจะศักดิ์สิทธิ์เพราะสามารถเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ทันสมัยและเจริญรุ่งเรืองได้ ไม่ต่างอะไรกับในสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่คนไทยจำนวนหนึ่งเชื่อว่ารัฐธรรมนูญนี้คือ “ลูก” ของพระยาพหลฯ หัวหน้าคณะราษฎร
ต้นปี 2540 ผู้เขียนออกไปสอนหนังสือยังต่างจังหวัดตามระบบของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชที่ผู้เขียนทำงานรับเงินเดือนอยู่ ครั้งหนึ่งออกไปสอนที่ จ.นครศรีธรรมราช สอนเสร็จตอนเย็นก็ไปนั่งรับประทานข้าวต้มที่ตลาดโต้รุ่ง ได้ยินชมรมผู้สูงอายุ (เรียกชื่อตามคนที่มาร่วมรับประทานที่น่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่า 60 ปี จำนวน 4-5 คนนั้น) ที่ตั้งวงเสวนาอยู่ที่โต๊ะข้างๆ กำลังคุยกันเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่มีการออกมารับฟังความคิดเห็นของ ส.ส.ร.ประจำจังหวัด ผู้อาวุโสคนหนึ่งพูดขึ้นว่า ท่าน ส.ส.ร.ประจำจังหวัดขอให้ทุกคนช่วยกัน “ทำคลอด” รัฐธรรมนูญให้ดี เพราะมันจะแสดงถึง “หน้าตา” ของพวกเรา
“พวกเราเป็นผู้ให้กำเนิดรัฐธรรมนูญ ถ้ามันออกมาดี ก็แสดงว่าพ่อแม่มันดี”
ผู้อาวุโสอีกท่านพูดขึ้นโดยซื่อว่า “อ้อ ไอ้รัฐธรรมนูญนี่มันลูกใครกันแน่หว่า มันมีพ่อแม่ตั้ง 60 ล้านคนเชียวรึ” ทำให้ผู้เขียนที่แอบฟังอยู่แอบหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้
ถ้าจะว่าไปแล้วคนไทยมีอารมณ์ขันเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนี้เสมอมา ขอยกตัวอย่างที่ใกล้ๆ ตัวสักหน่อย ฉบับที่หลายๆ คนคงเกิดทันแบบที่เรียกว่า “ร่วมสมัย” ก็คือฉบับ พ.ศ. 2521
โดยมีชื่อเรียกขานอันเป็นที่นิยมที่สุดว่า “รัฐธรรมนูญฉบับรัฐธรรมนูญครึ่งใบ” แต่ว่าก่อนหน้านั้นมีผู้ตั้งฉายาให้มากมาย เช่น ฉบับหมาเมิน ฉบับฟันปลอม เป็นต้น แม้ว่าจะถูกเรียกชื่อแบบที่ไม่น่าฟัง แต่รัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็ใช้ได้นานมากถึง 13 ปี กว่าจะเป็นรองก็แต่ฉบับ 2475 ที่ได้รับการต่ออายุมาหลายครั้งเนื่องจากมีสงครามต่างๆ บ้าง มีคณะรัฐประหารขอให้ใช้ต่อไปก่อนบ้าง รวมๆ แล้วก็ใช้ได้กว่า 15 ปี (น่าเสียดายที่ฉบับ 2475 ไม่มีใครตั้งฉายาอะไรให้)
อีกฉบับหนึ่งที่มีการตั้งฉายาให้แต่ไม่ใช่แนวตลก โดยออกในแนว “อลังการ” น่านับถือก็คือฉบับ พ.ศ. 2540 ที่มีชื่ออย่างโก้หรูว่า “ฉบับประชาชน” อันเนื่องมาจากกระบวนการในการจัดทำได้ผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเข้มข้น รวมทั้งการสร้างมาตรการที่ได้ให้อำนาจกับประชาชนไว้อย่างมากมาย ซึ่ง
ต่อมาก็ได้ถูกผู้นำบางคนบางกลุ่มอาศัยเป็นช่องทางในการ “สรวมเขาอำนาจ” จนกระทั่งเกิดระบอบทุนสามานย์ขึ้นต่อมา กระทั่งเกิดการยึดอำนาจในวันที่ 19 ก.ย. 2549 แล้วมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นฉบับ พ.ศ. 2550 ที่ก็มีผู้ตั้งฉายากันเป็นอันมาก ในลักษณะที่ล้อเลียน
วัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เช่น รัฐธรรมนูญฉบับไล่ล่า ฉบับต้นไม้พิษ รวมทั้งล้อเลียนถึงประธานยกร่าง โดยเรียกว่า ฉบับหน้าแหลมฟันดำ เป็นต้น
จึงไม่น่าแปลกใจที่รัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างอยู่นี้จะถูกอารมณ์ขันของคนไทยนำมาตั้งเป็นฉายาต่างๆ ตั้งแต่เริ่มแรกที่พากันมองในแง่ดีแล้วเรียกว่า “ฉบับปรองดอง” ต่อมาท่านผู้ยกร่างคือท่านอาจารย์บวรศักดิ์ก็ตั้งฉายาเสียเองว่า ฉบับความรัก หรือ “ฉบับสีชมพู” แล้วนักกฎหมายญาติๆ กันอย่างท่านอาจารย์วิษณุก็ร่วมตั้งให้ว่าเป็นฉบับรวมรสแบบ “แกงโฮะ” และจะต้องดูให้นานๆ จึงจะเห็นคุณค่าเหมือน “แกงส้ม” ที่ต้องแกงไว้ค้างคืน หรือสื่อมวลชนจะเรียกในภาพรวมว่า “ฉบับแม่น้ำ 5 สาย” พอมาอีกสักระยะที่เห็นว่าท่านประธานยกร่างดูจะปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นพิเศษ จึงมีคนออกมาเรียกว่า “ฉบับบวรศักดิ์” ดังกล่าว รวมทั้งที่เลยเถิดไปถึงชื่อว่า “รัฐธรรมนูญของข้าใครอย่าแตะ” หรือออกแนวโรแมนติกขึ้นอีกนิดว่า “รัฐธรรมนูญนี้ใครครอง”
แต่ที่น่าสนใจที่สุดก็คือชื่อ “รัฐธรรมนูญ 2560”
ตามโรดแมปของ คสช.และคณะกรรมาธิการยกร่างฯ กำหนดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องเสร็จสิ้นโดยผ่านการรับรองของ สปช.ภายในเดือน ก.ค.ปีนี้ จากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการของการออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือที่เรียกว่ากฎหมายลูกอีก 180 วัน หรือราว 6 เดือน แล้วจึงจะมีการเลือกตั้งในเดือน ก.พ. 2559 แต่ว่ามาเดือนสองเดือนนี้ดูจะมีปัญหาที่รัฐธรรมนูญที่กำลังร่างอาจจะไม่ได้ประกาศใช้ภายในปีนี้ แต่อาจจะได้ประกาศใช้ในปี 2560
ประการแรกก็คือ กระบวนการร่างที่พัลวันไปด้วยความยุ่งเหยิง ทั้งจากแนวคิดที่ไม่ลงรอยกันระหว่างคณะกรรมาธิการยกร่างฯ กับ สปช. กับแนวคิดที่มาจากความขัดแย้งในสังคมที่แสดงออกต่อเนื้อหาอัน “มะเหลเถไถ” ของ “นิติเชี่ยน” (หมายถึงนักกฎหมายลูกผสม) จนกระทั่ง คสช.ต้องออกอาการไม่สบายใจ และติดเบรก(ที่แรงหน่อยก็เรียกว่าใส่ตะกร้อปาก) บางท่านเอาไว้
ประการต่อมาก็คือ ความไม่มั่นใจว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะเรียบร้อยอย่างที่คาดหวังหรือไม่ ทั้งในขั้นตอนของการร่างที่ชุลมุนวุ่นวายอยู่นี้ กับหลังจากนั้นที่จะต้องมีการเลือกตั้ง แม้แต่หัวหน้า คสช.ยังต้องออกมา “ว้ากเพ้ย” ว่า ถ้ามันยุ่งนักก็อาจจะยังไม่มีการเลือกตั้ง นี่ก็เป็นสัญญาณว่าทหารผู้เป็นรัฏฐาธิปัตย์ก็ไม่อยากจะให้เสียของ อาจจะต้องควบคุมไปอีกระยะ
อีกประการหนึ่งก็เป็นความเห็นของท่านที่ชอบเล่นกับตัวเลขว่า ถ้าจะให้รัฐธรรมนูญนี้ดูดีควรจะลงท้ายด้วยเลขสวยๆ อย่างที่มีมาแล้ว 2 ฉบับ คือ ฉบับ 2540 กับ 2550 จึงควรจะให้ฉบับนี้เป็นฉบับ 2560 เผื่อว่าฉบับต่อไปจะต้องร่างอีกโดยให้มีการรัฐประหารอีกครั้ง ก็จะได้ตั้งชื่อไว้ก่อนว่าเป็นฉบับ 2570 เพื่อให้ไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เปลี่ยนรัฐธรรมนูญใหม่ทุกๆ 10 ปี
ผู้เขียนเป็นอีกผู้หนึ่งที่มีความหวังมากต่ออนาคตของการเมืองไทย แม้เราจะหวังไม่ได้ว่ารัฐธรรมนูญจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แต่เราก็ยังหวังได้บ้างว่าชื่อของรัฐธรรมนูญจะต้องเปลี่ยนไป
จนกว่าจะถึงฉบับ “มหาอมตะยั่งยืนนิจนิรันดร์”







