
ความเหลื่อมล้ำฉุดศักยภาพประเทศ เร่งคลอดภาษี "มรดก-ที่ดิน"
คนไม่มีที่ดินจำนวนมากต้องรุกที่ป่าเพื่อหาที่ดินทำกิน ขณะที่คนที่มีที่ดินมหาศาลปล่อยให้ที่ดินรกร้างไม่ใช้ประโยชน์อะไร
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
ช่องว่างจากนโยบายการพัฒนาประเทศในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ว่ากันว่าความแตกต่างของรายได้ การถือครองทรัพย์สิน และการถือครองที่ดิน คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตการเมือง
หากไม่เร่งแก้ไข อาจปะทุซ้ำอีกเมื่อใดก็ได้
ดวงมณี เลาวกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉายภาพให้เห็นว่า ตัวเลขความเหลื่อมล้ำทางรายได้ขณะนี้ค่อนข้างน่าตกใจ โดยหากนำกลุ่มคนที่รวยที่สุด 10% มาเทียบกับกลุ่มที่จนที่สุด 10% จะพบว่า ทั้งสองกลุ่มมีความแตกต่างทางรายได้ถึง 25 เท่า หรือหากนำค่า “สัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค” (GINI) มาวัด ก็จะพบว่าอยู่ที่ 0.5 ซึ่งก็น่าตกใจพอสมควร
นั่นเพราะหากค่าสัมประสิทธิ์วิ่งไปใกล้ 1 มากเท่าไร ยิ่งแปลว่าความเหลื่อมล้ำยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
สำหรับตัวเลขคนจน หรือคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 2,492 บาท/เดือน ในปี 2555 มีมากกว่า 8.4 ล้านคน หรือ 12.64% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งแม้ว่าแนวโน้มคนที่ยากจนจริงๆ จะมีน้อยลงเรื่อยๆ แต่ที่น่าสนใจ คือการกระจายรายได้กลับไม่เปลี่ยนไปเท่าใดนัก ยังอยู่ในตัวเลขที่ไม่ค่อยดีเหมือนเดิม
ขณะที่มิติการถือครองทรัพย์สินนั้น ดวงมณี ระบุว่า ก็น่ากังวลเช่นกัน เพราะหากวัดจากทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง เช่น บ้าน ที่ดิน ที่อยู่อาศัย ทรัพย์สินเชิงพาณิชย์ หรือยานพาหนะ พบว่า คนที่อยู่บนสุด 20% ถือครองทรัพย์สินมากกว่า 80% ของทรัพย์สินทั้งหมด
ทว่ามิติที่น่าตกใจที่สุดหนีไม่พ้น “การถือครองที่ดิน” ในประเทศไทย ซึ่งหากวัดจากที่ดินที่มีเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินชัดเจนนั้น พบว่า คนที่ถือครอง 20% บนสุด และ 20% ล่างสุด มีความแตกต่างกันมากถึง 326 เท่า โดยกลุ่มคนที่ถือครองมากที่สุด 10% แรก ถือครองที่ดินไปแล้วมากกว่า 60% หรือมีค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคมากถึง 0.89
“สะท้อนชัดว่าการพัฒนาไม่ถูกกระจายอย่างเท่าเทียม คนไม่มีที่ดินจำนวนมากต้องรุกที่ป่าเพื่อหาที่ดินทำกิน ขณะที่คนที่มีที่ดินมหาศาลปล่อยให้ที่ดินรกร้างไม่ใช้ประโยชน์อะไร สะท้อนชัดว่าคนที่มีปัจจัยการผลิตในมือ หรือมีรายได้ที่เป็นต้นทุน สามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จากการพัฒนาประเทศมากกว่าคนที่ไม่มีทรัพยากรในมือ ทำให้ทรัพยากรกระจายได้ไม่เท่าเทียม กลายเป็นการพัฒนาแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอาต่อเนื่องตลอดเวลา” เธอ ระบุ
ดวงมณี บอกอีกว่า นโยบายรัฐที่ผ่านๆ มา มีความพยายามในการแก้ปัญหา ด้วยการกระจายรายได้ให้เป็นธรรมมากขึ้น ทั้งจากการปรับอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้เป็นอัตราก้าวหน้า หรือการใช้เครื่องมือภาษีอื่นๆ ขณะที่นโยบายประชานิยมในอดีตก็พยายามที่จะลดรายจ่าย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างระบบเรียนฟรี การให้สวัสดิการรถเมล์–รถไฟฟรี หรือการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค และหาวิธีสร้างรายได้ให้คนระดับล่างเพิ่มขึ้น เช่น การปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท รวมถึงกองทุนหมู่บ้าน และการประกันราคาสินค้าเกษตร
แต่เมื่อปฏิบัติจริง นโยบายพวกนี้กลับทำอย่างไม่เป็นระบบ กลายเป็นว่าทุ่มเงินลงไปแล้วหาย ไม่สามารถลงไปยังกลุ่มเป้าหมายได้จริง รวมถึงไม่สามารถพัฒนาศักยภาพของคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายได้ ทำให้ในที่สุดกลายเป็นเรื่องที่ต้องใช้เงินอย่างเดียว อีกทั้งยังต้องพึ่งงบประมาณจากรัฐต่อเนื่องในระยะยาว
“หากไม่ทำอะไร ความเหลื่อมล้ำจะส่งผลกระทบต่อประเทศระยะยาว เพราะเมื่อไม่สามารถพัฒนาคนระดับล่างให้มีศักยภาพในการผลิตได้ หากอนาคตมีการเปิดประเทศมากขึ้น ประเทศไทยก็จะไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้แน่นอน หรือปัญหาเรื่องที่ดิน การกระจายรายได้ สุดท้ายก็จะหมักหมม เกิดการประท้วงตลอดเวลา เพราะคนจะตั้งคำถามมากขึ้นว่าทำไมเรื่องพื้นฐานแค่นี้ รัฐกลับแก้ปัญหาให้เขาไม่ได้ ก็ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองได้เช่นกัน” นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ กล่าว
ดวงมณี กล่าวต่อไปว่า การวางนโยบายขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาษีมรดก หรือภาษีที่ดิน น่าจะช่วยได้พอสมควร โดยเฉพาะภาษีมรดกนั้นจะช่วยให้คนที่ไม่ได้ใช้ศักยภาพตัวเองในการได้รายได้มา ต้องจ่ายภาษีในอัตราที่เยอะพอสมควร อย่างไรก็ตามยังมีช่องโหว่ที่ยังต้องแก้ไขอีกมาก เช่น ขณะระหว่างที่รอการเสนอกฎหมาย ผู้ที่มีมรดกเกิน 50 ล้านบาท อาจโยกทรัพย์สินจากช่องหนึ่งไปอีกช่องหนึ่งแล้ว แต่การสร้างรากฐานไว้ระยะยาว ก็อาจทำให้ผู้ที่ถือครองทรัพย์สินจำนวนมาก ตัดสินใจปล่อยทรัพย์สินบางส่วนออกไปบ้าง ก่อนจะส่งต่อเป็นมรดก
ขณะที่ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น แม้จะยังไม่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาจริงจัง แต่ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะลดความเหลื่อมล้ำได้ เนื่องจากความเหลื่อมล้ำด้านต่างๆ ล้วนมีศูนย์กลางอยู่ที่การถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยไม่ใช้ประโยชน์อะไร
“ผู้ที่ถือครองไม่ต้องมีต้นทุนอะไรทั้งสิ้น ทั้งที่ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นตลอดเวลา การมีภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้คนที่ถือที่ดิน ปล่อยที่ดินออกมามากขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ของภาษีที่ดิน จะทำให้ภาษีที่เก็บเข้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มากขึ้น และ อปท.ก็สามารถนำไปพัฒนาพื้นที่ต่อไปได้ หากออกกฎหมายภาษีที่ดินฯ ควบคู่ไปกับการให้อำนาจ อปท.ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตมากขึ้น ก็น่าจะสามารถแก้ปัญหาการกระจุกตัวของทรัพย์สิน ที่มักจะอยู่ในส่วนกลางอย่างเดียวได้ด้วย” ดวงมณี เสนอแนวทาง
นอกจากนี้ อีกข้อเสนอที่ดวงมณีเห็นว่าน่าสนใจ ก็คือ การเก็บภาษีส่วนเพิ่มของทุน (Capital Gain Tax) ซึ่งก่อนหน้านี้มีการเสนอว่า ให้เก็บภาษีดังกล่าวจากการขายหุ้น แต่ในทางวิชาการก็พบว่าเมื่อรัฐพัฒนาพื้นที่ให้ที่ดินพุ่งสูงขึ้น คนที่ได้รับประโยชน์จากราคาที่ดินที่สูงนั้นก็ควรจะต้องแบกรับต้นทุนด้วย ทำให้รัฐสามารถเก็บภาษีจากคนที่ได้ประโยชน์มากระจายกับคนด้อยโอกาสมากขึ้น แต่การเก็บภาษีส่วนเพิ่มของทุนก็ยังเป็นเพียงข้อเสนอในทางวิชาการ ยังไม่มีการดำเนินการจริงจังเหมือนภาษีมรดกและภาษีที่ดิน
ดวงมณี เสนออีกว่า กลไกการจัดการนโยบายประชานิยม ควรต้องเปิดช่องให้เกิดการมีส่วนร่วมสำหรับตรวจสอบมากขึ้น และยังต้องสร้างกลไกการบริหารให้ภาคประชาชนและ อปท.สามารถเข้าไปจัดการได้อย่างแท้จริง ไม่ให้รั่วไหลและตกไปอยู่ในมือของผู้มีอำนาจอย่างที่แล้วมา
“คนตั้งความหวังกับรัฐบาลนี้ และเชื่อว่าเมื่อหัวเอาด้วยแล้วทุกคนจะเอาด้วยหมด ทำให้กฎหมาย-นโยบายเดินต่อไปได้รวดเร็ว ซึ่งเราก็หวังว่ากฎหมายที่หลายคนร่วมผลักดันกันก่อนหน้านี้ จะถูกผลักดันให้เกิดขึ้นจริงได้ในรัฐบาลชุดนี้” ดวงมณี ทิ้งท้ายพร้อมยอมรับว่ามีความหวังว่า ภาษีมรดก-ภาษีที่ดิน จะคลอดได้ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา







