
สพม.เผยผลสำรวจคน70%ต้องการเลือกนายกฯโดยตรง
ผลสำรวจสภาพัฒนาการเมืองระบุประชาชน 70% ต้องการเลือกนายกฯ โดยตรง "ธีรภัทร" จี้แม่น้ำ 5 สายสนองความต้องการชาวบ้าน
ผลสำรวจสภาพัฒนาการเมืองระบุประชาชน 70% ต้องการเลือกนายกฯ โดยตรง "ธีรภัทร" จี้แม่น้ำ 5 สายสนองความต้องการชาวบ้าน
เมื่อวันที่ 16 เม.ย. นายธีรภัทร เสรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมือง (สพม.) แถลงผลสำรวจความคิดเห็นทางการเมืองจากประชาชนเพื่อจัดทำข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ระบุว่า 70 % ของผู้ตอบแบบสำรวจต้องการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง 42.2 % อยากให้นายกฯ ดำรงตำแหน่งไม่เกินสองวาระติดกัน และห้ามเป็นนายกฯ อีกต่อไป ขณะที่มีเสียงเรียกร้องให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนอีกด้วย รวมทั้งความเห็นทางการเมืองอื่น ๆ ที่จะรวบรวมเพื่อยื่นเสนอต่อแม่น้ำทั้ง 5 สาย เพื่อให้มีการปรับแก้รัฐธรรมนูญตามเสียงเรียกร้องของประชาชน
นายธีรภัทรเปิดเผยว่าการสำรวจดังกล่าวจัดทำขึ้นระหว่าง 1 – 25 มี.ค. 2558 มีกรอบคำถามหลักคือจะสร้างระบอบการปกป้องประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างชอบธรรม ยั่งยืน และกินได้อย่างไร และโดยกลุ่มตัวอย่างจากการสุ่มแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) มีผู้ตอบแบบสอบถามจาก 55 จังหวัด รวม 1,478 ฉบับ ผ่านสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองทุกจังหวัด
ประธาน สพม. ผลสำรวจมีประเด็นที่น่าสนใจคือ ประชาชนผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่เห็นชอบให้เลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง จากคำถามที่ถามถึงที่มาของนายกรัฐมนตรีควรมีที่มาอย่างไร เช่นมาจากการเลือกของ ส.ส. การเลือกของ สว. หรือ ส.ส. และ สว. ร่วมกันเลือก หรือเลือกโดยตรงจากประชาชน หรือจากการสรรหา ปรากฏว่า 70 % เห็นควรให้เลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ขณะที่ให้ ส.ส.และ สว. ร่วมกันเลือกมีเพียง 11.8 % และให้ ส.ส. เลือก 7.8 % ซึ่งชัดเจนว่าประชาชนส่วนใหญ่อยากให้เลือกโดยตรง
สำหรับวาระดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีนั้น ส่วนใหญ่ 70.5% เห็นควรให้มีวาระ 4 ปี และ 42.12 % เห็นว่าผู้เป็นนายกฯ ไม่เกินเป็นติดต่อกันเกิน 2 วาระ และเมื่อเป็นนายกฯ สองสมัยแล้วกลับมาเป็นอีกไม่ได้ สำหรับที่มา ส.ส. นั้น ส่วนใหญ่ 37.8 % เห็นว่าควรมีทั้งแบ่งเขตเขตละ 1 คน และบัญชีรายชื่อแบบเดิม ขณะที่เห็นว่าควรมีแต่ ส.ส. แบบแบ่งเขต และระบบ MMP นั้นมีเท่ากันคือ 26 % ส่วนที่มา สว. นั้น ส่วนใหญ่ 55.2 % เห็นว่าควรมาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งหมด รองลงมา 24.9 % เห็นด้วยให้มีทั้งการเลือกตั้งและสรรหา
"เมื่อคำตอบออกมาแบบนี้ยิ่งไม่จำเป็นต้องถามว่าจะเอานายกฯ ที่มาจากคนนอกหรือไม่ เพราะเขาไม่เอาแน่นอน" ประธาน สพม. กล่าว
นายธีรภัทร กล่าวว่ารัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ก็ระบุว่า กมธ. ยกร่างฯ ต้องยกร่างรัฐธรรมนูญโดยสอดคล้องกับความเห็นของสังคมไทย ซึ่ง กมธ. ยกร่างฯ 36 คน สปช. คสช. สนช. และ ครม. หรือแม่น้ำ 5 สายรวมกันก็เพียงราว 500 คนเท่านั้น จะตอบได้หรือว่าร่างฯ ที่ออกแบบมาเหมาะสมกับสังคมไทยแล้วหรือ ท่านอาจบอกว่าไปเปิดเวทีฟังเสียงประชาชน ถามว่าเมื่อเขาตอบมาว่าเขาเห็นด้วยกับการเลือกตั้งนายกฯ โดยตรงแบบนี้ท่านจะปฏิเสธหรือ หรือท่านจะบอกไม่เอา แต่หากเป็นเหตุผลส่วนตัวโดยไม่ฟังเสียงคนส่วนใหญ่ก็ไม่แน่ใจว่าออกมาแล้วจะเป็นที่ยอมรับของประชาชนทั้งประเทศ และสามารถแก้ปัญหาความชอบธรรม เสถียรภาพทางการเมืองได้อย่างไร
"คิดว่าวิธีดีที่สุดคือฟังเสียงประชาชน ส่วนที่กลัวว่าถ้าให้ทุกอย่างมาจากการเลือกตั้งมาทั้งหมดจะเกิดปัญหาเดิมยังไง ก็ไปออกแบบวิธีการควบคุมให้ดี เช่นกลั่นกรองตั้งแต่ต้นทางเข้าสู่อำนาจ เข้ามาแล้วตรวจสอบการใช้อำนาจ เขียนให้เคร่งครัดตรวจสอบเอาผิดอย่างจริงจัง ลงโทษให้แรงๆ เช่นควรจะตัดสิทธิ์ตลอดชีวิตไปเลย"
อย่างไรก็ตามทีมงาน สพช. ยอมรับกับสื่อมวลชนที่ไปรับฟังการแถลงข่าวว่า การสำรวจทำแบบสอบถามครั้งนี้เป็นอิสระจากการยกร่างรัฐธรรมนูญของ กมธ. ยกร่างฯ และไม่แน่ใจว่าประชาชนได้ทราบข้อมูลของ กมธ.ยกร่างฯ แล้วหรือไม่ ในขณะที่ผู้ทำแบบสอบถามเองก็ไม่ได้ป้อนข้อมูลว่า สปช. หรือ กมธ. ยกร่างฯ คิดอย่างไร
นายธีรภัทร กล่าวอีกว่า อยากฝากให้ กมธ. ยกร่างฯ ให้เอาผลสำรวจแบบสอบถามไปใช้ในกระบวนการยกร่างฯ เพราะตนเห็นว่า กมธ. ยกร่างฯ มักจะเน้นไปที่ปัญหาปลายเหตุ เน้นไปที่องค์กรที่แก้ไขปัญหาที่ปลายน้ำ ในขณะที่ประเทศที่ประสบความสำเร็จของประชาธิปไตยเขาสร้างบุคลากรไว้ตั้งแต่ต้นน้ำ
“ถ้าไม่ฟังเสียงประชาชนมาแต่ต้น ถึงจะมีการทำประชามติก็จะไม่มีความหมาย ในที่สุดก็จะกลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับกำมะลอ ไม่แก้ปัญหาการปฏิรูปประเทศไทยใด ๆ ทั้งสิ้นจากการรัฐประหารครั้งนี้”นายธีรภัทรกล่าว
นายธีรภัทรกล่าวว่าผลสำรวจนี้จะเอามาจัดทำเป็นข้อเสนอไปที่แม่น้ำ 5 สาย โดยหวังว่าทาง กมธ. ยกร่างฯ จะรับฟังและนำไปปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน







