
5 ปมเดือดหลังสงกรานต์
อุณหภูมิการเมือง “ตั้งเค้า” กลับมาร้อนแรงอีกรอบ หลังหมดช่วงเวลา “พักยก” ระหว่างเทศกาลสงกรานต์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
อุณหภูมิการเมือง “ตั้งเค้า” กลับมาร้อนแรงอีกรอบ หลังหมดช่วงเวลา “พักยก” ระหว่างเทศกาลสงกรานต์ ที่ทำให้แต่ละฝักฝ่ายจำต้องยุติความเคลื่อนไหวไว้ชั่วคราว
กางปฏิทินการเมืองนับจากนี้มี “ชนวนร้อน” อยู่ 5 ประเด็นใหญ่ ที่ล้วนแต่จะเป็นปัจจัยซ้ำเติมสถานการณ์การเมืองให้กลับมาตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ
เริ่มตั้งแต่เรื่องแรก “รัฐธรรมนูญ” ซึ่งถือเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ แถมมีอานุภาพทำลายล้างสูง หากพลาดพลั้ังย่อมส่งผลสั่นคลอนต่อเสถียรภาพของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รุนแรง
ต้องยอมรับว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในช่วงตลอดเวลา ตั้งแต่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเริ่มต้นทำงานเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น ช่วงเวลาการอภิปรายร่างแรกรัฐธรรมนูญของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่จองคิวเตรียมอภิปรายชำแหละรายมาตราระหว่างวันที่ 20-26 เม.ย.นี้ จึงอาจเป็นการเพิ่มความร้อนแรงให้กับบรรยากาศการเมือง แม้จะผ่านกระบวนการนี้ไปได้ แต่ยังมีอีกหลายด่านที่สุ่มเสี่ยงในอนาคต
ประเด็นที่สอง เรื่องเศรษฐกิจ ที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าจะเป็นชนวนชี้ชะตาอนาคตรัฐบาล เพราะทั้งเรื่องปัญหาปากท้องถือเป็นเรื่องใหญ่ หากยังประคับประคองให้ประชาชน เกษตรกร พ่อค้า นักธุรกิจ ยังพอใจการบริหารงานอยู่ได้ อย่างน้อยก็ยังพอเป็นหลักประกันให้รัฐบาลอยู่ในตำแหน่งเพื่อเดินหน้าปฏิรูปตามโรดแมปต่อไป
แต่สัญญาณเวลานี้เริ่มน่าเป็นห่วง เมื่อตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายตัวสะท้อนความย่ำแย่ของการค้า การลงทุน การส่งออก ตลอดจนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หากยังไม่สามารถแก้ไขได้ นี่จะเป็นปัจจัยอันตรายสำหรับรัฐบาล คสช. ที่รุนแรงกว่าทุกปัจจัย
ประเด็นที่สาม การถอดถอน บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ และมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จากความผิดสืบเนื่องจากโครงการรับจำนำข้าวซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นัดประชุมแถลงเปิดคดีในวันที่ 23 เม.ย.นี้
ประเมินกันว่าหาก สนช.ลงมติถอดถอนทั้ง 3 คน ย่อมถือเป็นการเติมเชื้อความขัดแย้งให้กับกลุ่มขั้วอำนาจเก่ามากยิ่งขึ้นและอาจปะทุเป็นความรุนแรงต่อไป
ประเด็นที่สี่ สืบเนื่องจากคดีโครงการรับจำนำข้าวที่อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูก สนช.ลงมติถอดถอนพ้นตำแหน่งและตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ท่ามกลางเสียงไม่พอใจจากฝั่งขั้วอำนาจเก่าที่เห็นว่าเป็นการจ้องกลั่นแกล้งทางการเมือง
วิบากกรรมจากโครงการรับจำนำข้าวยังไม่หมดแค่นั้น เมื่อกระบวนการเอาผิดในคดีอาญายังเดินหน้าต่อไป และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับฟ้อง พร้อมนัดพิจารณาคดีครั้งแรกเพื่อสอบคำให้การในวันที่ 19 พ.ค. ซึ่งถือเป็นอีกคดีที่เปราะบางและง่ายต่อการหยิบไปปลุกปั่นมวลชนในอนาคต
สุดท้ายประเด็นที่ห้ากับคดี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ กับกรณีการสลายการชุมนุมปี 2553 ที่นำไปสู่การบาดเจ็บและเสียชีวิต ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
ล่าสุด ป.ป.ช.ได้มีหนังสือเชิญ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในฐานะอดีต ผบ.ทบ.และ ถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ มาให้ปากคำตามที่อภิสิทธิ์ขอเพิ่มพยาน ในช่วงปลายเดือนนี้
ความสำคัญของคดีนี้อยู่ตรงที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของคนเสื้อแดงร่วมร้อยคน ที่ทำให้คดีนี้เปราะบางและกระทบกับความรู้สึกของคนเสื้อแดงจำนวนมาก และง่ายต่อการหยิบยกไปปลุกปั่นมวลชนให้ออก
มาเคลื่่อนไหว
ทั้งห้าประเด็นเหล่านี้ล้วนแต่เป็นชนวนร้อนที่ต้องจับตาและระมัดระวังไม่ให้บานปลายซ้ำเติมสถานการณ์การเมืองในอนาคต







