
สลัดเกล็ด เศรษฐกิจมังกร
โดย...พิทวัส พูนผลกุล ธนาคารแห่งประเทศไทย
โดย...พิทวัส พูนผลกุล ธนาคารแห่งประเทศไทย
กว่าสามทศวรรษที่ผ่านมา ภายใต้การบริหารของเติ้งเสี่ยวผิงมาจนถึงหูจิ่นเทา เศรษฐกิจจีนขยายตัวเฉลี่ยถึง 10% ต่อปี และมีระดับรายได้ต่อหัวของคนจีนเพิ่มขึ้นจาก 220 เหรียญสหรัฐ ในปี 2523 มาอยู่ที่ 6,560 เหรียญสหรัฐ ในปี 2556 จนไต่ลำดับขึ้นมาเป็นประเทศที่มีรายได้ประชาชาติสูงเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐ และได้รับฉายาว่าเป็นโรงงานผลิตสินค้ารายใหญ่ที่สุดของโลก
จึงเป็นที่สงสัยว่า ทําไมมังกรใหญ่อย่างจีนต้องหันมาสลัดเกล็ดด้วยการปฏิรูปเศรษฐกิจขนานใหญ่ จนส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตในอัตราชะลอลงเหลือเพียง 7.4% ในปีที่ผ่านมา
เศรษฐกิจจีนในช่วงที่ผ่านมาสามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้นั้น ก็ด้วยการพึ่งพาการส่งออกและการลงทุนให้เป็นจักรกลขับเคลื่อนเศรษฐกิจสําคัญ โดยอาศัยความได้เปรียบจากค่าแรงที่ต่ำและการสนับสนุนของภาครัฐผ่านการแทรกแซงกลไกตลาดทั้งการดูแลค่าเงินให้อ่อน การควบคุมราคาวัตถุดิบ และการกําหนดทิศทางการลงทุนไปยังภาคธุรกิจกลุ่มเป้าหมายผ่านทางการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ
กลไกดังกล่าวก่อให้เกิดผลข้างเคียงมากมาย อาทิ การจัดสรรทรัพยากรขาดประสิทธิภาพและกําลังการผลิตส่วนเกินเหลืออยูู่มาก ในหลายอุตสาหกรรมที่รัฐเร่งลงทุนไว้ เนื่องจากภาคเอกชนมีบทบาทน้อย ธุรกิจที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากทางการต้องพึ่งพาธนาคารเงา จนเป็นบ่อเกิดความเปราะบางในภาคการเงิน รัฐบาลท้องถิ่นมีภาระรายจ่ายสูง เพื่อกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจท้องถิ่นให้ได้ตามเป้าขณะที่รายรับมีไม่เพียงพอ จึงต้องกู้ยืมนอกงบดุล ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงภาคการคลัง เป็นต้น
วิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2551 ทําให้ปัญหาเชิงโครงสร้างต่างๆ ที่สะสมมาเป็นเวลานาน รวมทั้งความเปราะบางและความไม่มีเสถียรภาพของเศรษฐกิจจีนปรากฏเด่นชัดขึ้น โดยเศรษฐกิจจีนขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 6.6% ในไตรมาสแรกปี 2552
ขณะที่แรงงานในภาคการส่งออกตกงานกว่า 20 ล้านคน แม้ทางการจะกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนเพิ่มถึง 4 ล้านล้านหยวน แต่ช่วยได้เพียงระยะสั้น กลับก่อให้เกิดปัญหาหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทําให้ทางการจีนตระหนักว่าไม่สามารถรีรอที่จะปฏิรูปได้อีกต่อไปแล้ว โดยต้องรีบสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ให้ได้ทันการณ์
ด้วยเหตุนี้เอง รัฐบาลจีนภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง จึงได้ประกาศแผนแม่บทปฏิรูปในการประชุม 3rd Plenum ช่วงเดือน พ.ย. 2556 โดยมีจุดมุ่งหมายให้การบริโภคภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทนการลงทุนและการส่งออก เพื่อให้จีนสามารถก้าวข้ามกับดักของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) ภายในปี 2573
จนถึงตอนนี้การปฏิรูปได้ดําเนินการไปแล้วในบางส่วน อาทิ การควบคุมการปล่อยสินเชื่อที่มีความเสี่ยงสูง การปิดโรงงานที่มี
กําลังการผลิตส่วนเกิน การลดการลงทุนของรัฐบาลท้องถิ่นที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ รวมถึงการเพิ่มบทบาทกลไกตลาดในภาคเศรษฐกิจต่างๆ ซึ่งทําให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ทางการจีนได้พยายามลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องทั้งการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย การลดสัดส่วนการดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ และการปล่อยกู้ให้ธุรกิจขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากการกํากับดูแลภาคธนาคารเงา การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนในช่วงที่ผ่านมาไม่รุนแรงนัก
IMF ประเมินว่าการปฏิรูปจะทําให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัวในระยะสั้น แต่จะส่งผลดีในระยะยาว โดยการเติบโตทางเศรษฐกิจจะเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพมากขึ้นจากความเสี่ยงในภาคการเงินและการคลังที่ลดลง อีกทั้งการพึ่งพาการบริโภคภาคเอกชนมากขึ้นจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันจากความผันผวนของเศรษฐกิจ ประเทศคูู่ค้า และยังช่วยยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว
นอกจากนี้ การปล่อยให้กลไกตลาดทํางานเสรีมากขึ้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากร ส่วนการส่งเสริมการลงทุนในนวัตกรรมใหม่ๆ จะส่งผลให้ผลิตภาพการผลิตเพิ่มขึ้น
ขณะที่การพัฒนาความเป็นเมือง (Urbanization) และการปฏิรูประบบ ทะเบียนราษฎรจะช่วยลดภาวะขาดแคลนแรงงานและแก้ไขปัญหาสังคมผูู้สูงอายุได้ ดังนั้นการสลัดเกล็ดของมังกรจีนในครั้งนี้ ย่อมจะเป็นผลดีให้เศรษฐกิจจีนเติบโตไปในระยะยาวได้อย่างมั่นคง
สําหรับผลกระทบต่อไทยนั้น คาดว่าความเชื่อมโยงของเศรษฐกิจที่แนบแน่นระหว่างไทยกับจีนอาจทําให้การส่งออกของไทยไปจีนชะลอตัวในระยะสั้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคในจีนซึ่งมีสัดส่วนสูงกว่า 50% ของสินค้าที่ไทยส่งออกไปจีนทั้งหมด แต่คาดว่าจะไม่กระทบภาคการท่องเที่ยวไทยมากนัก เนื่องจากไทยก็เป็นจุดหมายยอดนิยมในการท่องเที่ยวของชาวจีน
อย่างไรก็ดี ในระยะยาวการที่เศรษฐกิจจีนสามารถขยายตัวได้อย่างมีเสถียรภาพน่าจะเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยในฐานะที่เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อการบริโภคของจีนมีบทบาทเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น
นอกจากนี้ ไทยยังอาจได้ประโยชน์จากยุทธศาสตร์ในการปฏิรูปของรัฐบาลจีนที่ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการออกไปลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งข้อมูลล่าสุดพบว่า การลงทุนโดยตรงของจีนในไทย เพื่อรองรับการขยายตัวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งไทยอาจศึกษาประสบการณ์การปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนเพื่อนํามาประยุกต์ใช้กับเศรษฐกิจไทยในการก้าวข้ามกับดักของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางให้ได้เช่นกัน &O5532;







