
รับมือสังคมผู้สูงอายุ
วันที่ 13 เม.ย. นอกจากจะเป็นวันสงกรานต์แล้ว ยังมีความสำคัญในฐานะเป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติอีกด้วย โดยความหมายของ “ผู้สูงอายุ” ที่เป็นนิยามกลางทั่วโลกคือ ประชากรอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่ง ณ ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงวัยกว่า 9.6 ล้านคน คิดเป็น 14.9% ของประชากรทั้งหมด และก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยมาตั้งแต่ปี 2548 คือมีประชากรสูงอายุเกิน 10%
วันที่ 13 เม.ย. นอกจากจะเป็นวันสงกรานต์แล้ว ยังมีความสำคัญในฐานะเป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติอีกด้วย โดยความหมายของ “ผู้สูงอายุ” ที่เป็นนิยามกลางทั่วโลกคือ ประชากรอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่ง ณ ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงวัยกว่า 9.6 ล้านคน คิดเป็น 14.9% ของประชากรทั้งหมด และก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยมาตั้งแต่ปี 2548 คือมีประชากรสูงอายุเกิน 10%
คาดการณ์กันว่าอีก 10 ปีข้างหน้า หรือในปี 2568 จะมีผู้สูงอายุสูงถึง 13 ล้านคน หรือคิดเป็น 20% ของประชากรทั้งประเทศ และหากอัตราการเกิดของประชากรยังอยู่ในระดับคงที่ ในปี 2578 จะมีผู้สูงอายุสูงถึง 18 ล้านคน หรือคิดเป็น 36% ของประชากรทั้งหมด
แม้จะมีความตื่นตัวจากการระบุให้สังคมผู้สูงอายุเป็นวาระแห่งชาติผ่านนโยบายรัฐบาล แต่ในความเป็นจริงแล้ว สังคมไทยยังขาดความพร้อมเพื่อเตรียมรับมือกับสังคมผู้สูงอายุแทบทุกด้าน ระบบสวัสดิการที่มีอยู่อย่างเดียวขณะนี้ คือเบี้ยผู้สูงอายุ ที่รายละ 600-800 บาท ซึ่งแน่นอนไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตในแต่ละเดือน หากไม่เก็บออมไว้ล่วงหน้า
ทว่า หันมามองระบบบำนาญผู้สูงอายุผ่านกองทุนประกันสังคม ขณะนี้ยังคงอยู่ในสถานะลูกผีลูกคน เพราะสำนักงานประกันสังคมออกมายอมรับหลายครั้งว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จำนวนผู้ใช้แรงงานที่จ่ายสมทบเข้าสู่กองทุนอาจไม่มากพอกับจำนวนที่กองทุนต้องจ่ายบำนาญชราภาพให้กับวัยเกษียณอายุ ทำให้ผู้ที่หวังจะได้รับบำนาญเมื่ออยู่ในสถานะ ยังคงสับสนว่าจะได้รับบำนาญหรือไม่
ขณะที่กองทุนการออมแห่งชาติ ที่ล้มลุกคลุกคลานมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็ยังอยู่ในสถานะตั้งไข่ ยังไม่มีหลักประกันใดๆ ที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่กำลังจะเข้าสู่วัยเกษียณได้ นั่นหมายความว่า ผู้ที่กำลังจะกลายเป็นคนแก่ที่ไม่ได้เก็บออมไว้เลยขณะที่ยังอยู่ในวัยแรงงาน มีความเสี่ยงอย่างสูงที่จะเป็นผู้สูงอายุที่ยากจน
หันมามองระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เพื่อรองรับการแก่ตัวของประชากร ยิ่งล้มเหลวมากขึ้นไปอีก ถนนหนทางสาธารณะไม่มีความพร้อมทั้งในแง่ทางลาดสำหรับรถวีลแชร์ รถประจำทางส่วนใหญ่ยังเป็นรถพื้นสูง สร้างปัญหาให้กับวัยเกษียณที่ประสบปัญหาเรื่องข้อเข่าเสื่อมสภาพอยู่แล้ว
ไม่นับรวมเรื่องการรักษาพยาบาล ที่แม้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จะทำให้ประชาชนไทยส่วนมากเข้าถึงระบบสาธารณสุข แต่ไม่มีใครการันตีได้ว่า ในวันที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเกิน 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด รัฐจะมีมาตรการอย่างไรให้งบประมาณ ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์พร้อมให้บริการจำนวนผู้สูงอายุที่มีมหาศาล
หากยังมีแต่เสียงที่แสดงความกังวล แต่ไร้ซึ่งมาตรการรูปธรรมในการแก้ปัญหา สังคมผู้สูงอายุจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ และจะกลายเป็นรุ่นลูกหลานซึ่งอยู่ในวัยแรงงานที่ต้องรับภาระแทน







