posttoday

ฝันไกลไปให้ถึง มุ่งมั่น สู่ศิลปินระดับโลก

11 เมษายน 2558

"การที่เราประสบความสำเร็จสูงสุดก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะหยุดอยู่แค่นี้ การแข่งขันเป็นแค่ใบเบิกทางช่วยผมสร้างผลงาน"

โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม / ภาพ... กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

“การที่เราประสบความสำเร็จสูงสุดก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะหยุดอยู่แค่นี้ การแข่งขันเป็นแค่ใบเบิกทางช่วยผมสร้างผลงาน นี่คือจบชีวิตในการแข่งขันของผมแล้ว ต่อไปคือการสร้างผลงานทำให้คนติดตามงานของผม ทำให้คนต่างชาติได้รู้ว่าคนไทยอย่างผมนั้นเป็นอย่างไร นี่คือความท้าทายต่อไปและเมื่อถึงจุดๆ หนึ่งผมก็จะไปเป็นอาจารย์ หลังจากที่รู้สึกว่าเริ่มออกทัวร์ไม่ไหวหรือรู้สึกเบื่อ ก็คงต้องมาสอน”

เอกชัย เจียรกุล หรือเบิร์ด วางเป้าหมายชีวิตดังจังหวะตัวโน้ตที่เต้นบรรเลงไม่สิ้นสุด หลังจากบรรลุฝันสำเร็จด้วยการเป็นคนไทยคนแรกที่คว้าแชมป์กีตาร์คลาสสิก ในรายการ  “GFA Guitar Foundation of America International Concert Artist Competition 2014” เวทีสุดยอดระดับโลกเมื่อปีที่ผ่านมา และยังเป็นคนเอเชียหนึ่งเดียวที่ได้รับรางวัลอันยิ่งใหญ่นี้ที่เปิดแข่งขันมากกว่า 30 ปี

ในอีกไม่กี่เดือนที่จะถึงนี้ หนุ่มเบิร์ดได้รับเชิญให้เดินทางไปจัดแสดงเดี่ยวกีตาร์ทั่วโลกกว่า 50 คอนเสิร์ตตลอดปีรวมถึงจะได้ไปแสดงในคาร์เนกี้ ฮอลล์ อันทรงเกียรติที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งนักดนตรีคลาสสิกทุกคนใฝ่ฝันไปวาดลวดลายที่นั่น ถือเป็นสิทธิพิเศษเฉพาะผู้ชนะประกวดรายการ GFA 2014 เท่านั้น

เบิร์ด เด็กหนุ่มผู้สร้างชื่อวัย 28 ปี บอกว่า นอกจากจะนำเพลงที่เล่นจนได้แชมป์ไปแสดงในทัวร์คอนเสิร์ตครั้งนี้ยังจะมีเพลงพระราชนิพนธ์ 3 บทเพลง ประกอบด้วยแสงเดือน แก้วตาขวัญใจ Oh I Say ไปบรรเลงด้วยซึ่งถือเป็นไฮไลต์ของการแสดง เพื่ออยากให้ชาวต่างชาติได้เห็นถึงพระปรีชาสามารถในการประพันธ์เพลงของในหลวง“3 เพลงนี้ชอบเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว ที่สำคัญทั้ง 3 เพลงถูกเรียบเรียงใหม่เพื่อกีตาร์คลาสสิก โดยนักดนตรี คลาสสิกระดับโลก ก็จะทำให้เพลงน่าสนใจมากขึ้น ผมเองก็ต้องการนำเสนอความเป็นไทยไม่เหมือนใคร”

สำหรับเบิร์ดคาดหวังสูงกับการออกทัวร์ 50 คอนเสิร์ต เพราะหมายถึงโอกาสที่จะสร้างผลงานให้ต่างชาติได้เห็นมากที่สุด โดยเฉพาะจากแมวมองที่สุ่มดูตามเวที ซึ่งหลังได้แชมป์เจ้าตัวได้สิทธิในการทำเพลงกับค่าย Naxos ไปแล้ว 1 แผ่น ถือเป็นค่ายเพลงคลาสสิกที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังมีค่าย GHA ของสหรัฐอเมริกาที่จะอัดเพลงหลังจากเสร็จทัวร์แล้ว ถือเป็นความฝันสูงสุดของเบิร์ดที่อยากทำอัลบั้มคลาสสิกในด้านที่เป็นตัวเขาจริงๆ

 

แรงบันดาลใจ จากเพลงพระราชนิพนธ์

แรกเริ่มที่มาจับกีตาร์คลาสสิก หนุ่มจากอุบลราชธานีย้อนให้ฟังว่า เริ่มเล่นตั้งแต่สมัยชั้น ม.1 โดยวันหนึ่งได้เห็นรุ่นพี่นั่งเล่นกีตาร์เพลงชะตาชีวิตของในหลวง จึงเป็นแรงผลักดันให้อยากมาเล่น เพราะเสียงกีตาร์คลาสสิกมีเสน่ห์ต่างจากทรัมเป็ตที่เคยเล่นในวงโยธวาทิตโรงเรียน ทำให้สนใจเครื่องดนตรีชนิดนี้จริงจังและเริ่มเรียนพิเศษที่โรงเรียนดนตรียามาฮ่าทุกสัปดาห์ ก่อนไปสมัครเรียนต่อเต็มตัวที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตแต่กว่าจะได้เรียนดนตรีไม่ได้มาง่าย เพราะเบิร์ดต้องขัดแย้งกับครอบครัวที่แม่กลัวว่าลูกจะไม่มีอนาคต หรือถ้าเป็นนักดนตรีก็ต้องไปอยู่ตามผับบาร์ อีกทั้งถ้าไปเรียนที่มหาวิทยาลัยมหิดลก็ต้องย้ายไปเรียนที่ กทม. และค่าเทอมก็สูงลิ่วถึง 4 หมื่นบาท แต่สุดท้ายเมื่อเบิร์ดตั้งใจฝึกซ้อมจริงจัง ทำให้แม่หันมาสนับสนุนเต็มตัวและเป็นกำลังใจทุกครั้งไม่ว่าเขาแพ้หรือชนะในการประกวดแข่งขัน

“ตอนแรกที่ผมสอบติด คุณแม่ไม่ให้เรียนไปจ่ายค่าเทอมซึ่งคุณแม่ก็ไม่ยอม จนต้องนั่งคุยกันว่า เราจะเอาจริง เมื่อผมเรียนก็เอาเวลาว่างไปซ้อมกีตาร์ อ่านหนังสือเกี่ยวกับดนตรี ไม่ได้เอาไปเล่นเกม คุณแม่ก็เห็นว่าเด็กคนนี้ไม่ได้ชอบแค่พูดอย่างเดียว แต่เขาทำจริงและผมต้องการทำให้แม่เห็นว่าเราทำได้”

“ผมบอกคุณแม่ว่าผมจะสอบชิงทุนให้ดู แล้วแม่ไม่ต้องจ่ายค่าเทอมให้ผมสักบาท ที่สุดผมก็ทำได้ตอน ม.4 เทอม 2 ตอนนั้นได้ทุนเรียนฟรีเลยครับ ตั้งแต่นั้นมาผมไม่เคยเสียค่าเทอมแม้แต่บาทเดียว เวลาว่างผมก็เอาไปสอนดนตรี ผมทำงานหนักมาในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ไม่ได้พักเลย ออกจากบ้านตี 5 กลับมา 2-3 ทุ่ม เพื่อสอนดนตรีหารายได้เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว ผมสอนตั้งแต่ ม.4 สอนหมดทุกช่วงวัย ผมเองได้ผ่านการออดิชั่นเป็นครูกับสถาบันทางดนตรีแห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงมากๆ และได้ใบประกอบมายืนยันว่า ผมสามารถสอนกีตาร์ได้ทุกขั้น ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ทำงานตลอด”

ด้วยความมุมานะฝึกฝนหนักหน่วง เบิร์ดมีโอกาสสมัครแข่งประกวดตั้งแต่อยู่ชั้น ม.4 และได้แชมป์กีตาร์คลาสสิกในประเทศเกลี้ยงแทบทุกเวที ก่อนจะเดินสายหาประสบการณ์การประกวดจากต่างแดนและเริ่มสัมผัสรางวัลชนะเลิศครั้งแรกเมื่อ 8 ปี ก่อนที่ประเทศรัสเซีย จากนั้นมาก็คว้าแชมป์ทุกปีจนได้เข้าร่วมในโครงการของแสงโสมเมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดยสนับสนุนทุนวางแผนการแข่งขันบนสโลแกน “คนไทยถ้าตั้งใจทำอะไรแล้วไม่แพ้ชาติใดในโลกได้รู้จัก” จนถึงวันนี้เบิร์ดคว้ารางวัล มีถ้วยประดับเกียรติยศมากมายร่วม 30 เวทีทั่วโลก ก่อนจะได้ถ้วยชนะเลิศสูงสุดในวงการกีตาร์คลาสสิก“GFA 2014”

กระนั้นแม้ หนุ่มเบิร์ดจะเจนสังเวียนผ่านเวทีประกวดโชกโชน แต่เขาก็เคยประหม่าจนลืมโน้ตมาแล้วก็มี

“ตอนประกวดครั้งแรกๆ ผมตื่นเต้นจนลืมโน้ตไปเลย แบบหยุดไปเลย” แชมป์โลกกีตาร์ชาวไทย เล่าด้วยอาการเขินเล็กๆ พลางว่า “ลองนึกภาพของดนตรีคลาสสิกที่เราต้องเล่นคนเดียวบนเวที แล้วจู่ๆ ก็หยุดเล่นไปเลย ตอนนั้นทุกอย่างบนเวทีเงียบหมด แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนไม่ใช่ผมคนเดียว เขาจดจ่ออยู่ที่นิ้วของเราและเพลงที่เล่นก็ไม่ใช่เพลงง่าย ความจริงผมตื่นเต้นทุกครั้งที่เล่น ผมเชื่อว่ามันเป็นธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมเรียนรู้มาคือจะควบคุมความตื่นเต้นอย่างไร ให้ผล
ออกมาดีที่สุดและไม่ผิดพลาด”

ฝันไกลไปให้ถึง มุ่งมั่น สู่ศิลปินระดับโลก

เคล็ดลับความสำเร็จซ้อมอย่างเดียว

กว่าจะถึงจุดแห่งความฝัน เบิร์ดต้องผ่านการฝึกซ้อมอย่างสาหัส เขาย้ำว่าหัวใจของความสำเร็จคือ ซ้อม ซ้อมแล้วก็ซ้อม ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์ แต่ใช้ความตั้งใจล้วนๆ เมื่อมุ่งมั่นทำอะไรแล้ว ต้องประสบความสำเร็จแน่นอน เคล็ดลับตอนซ้อมเริ่มจากตื่นเช้ามาฟังเพลงคลาสสิก ระหว่างที่ทำกิจกรรมอย่างอื่นเสร็จ เบิร์ดเริ่มซ้อมกีตาร์ แต่ก็ไม่ได้อยู่กับกีตาร์ทั้งวัน สำคัญคือต้องรู้ว่าควรจะซ้อมช่วงไหนอย่างไร ทำไมต้องซ้อม ทุกครั้งในการซ้อมจะต้องมีเหตุผลเสมอและไม่ใช่การฝืนซ้อมทุกครั้ง

“เมื่อก่อนตอนเรียนกับก่อนแข่งซ้อมเยอะวันละ 8 ชั่วโมงจริงๆ แต่ว่าช่วงที่ผ่านมาผมรู้วิธีการซ้อมแล้วว่าควรซ้อมยังไงในช่วงเวลาอันจำกัดเพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุด เพราะว่าการซ้อมนั้นมีหลายรูปแบบ ถ้าเรามีเวลาทั้งวันเราก็ซ้อมทั้งวันเลยก็ได้ แต่ถ้าว่าผมมีเวลาจำกัดผมจะรู้ว่า ควรจะซ้อมอะไร และจะทำอย่างไรให้เวลานั้นเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นเทคนิคการซ้อมของผมในปัจจุบัน”

นอกจากซ้อมกับตัวกีตาร์แล้ว เบิร์ดบอกด้วยว่า ยังต้องซ้อมในหัวด้วย หมายถึงเมื่อตัวไม่ได้อยู่กับกีตาร์ เช่น ตอนกินข้าว อาบน้ำ ก็ซ้อมโดยฟังเพลง พร้อมกับจินตนาการว่ามือเราอยู่ที่ไหน ดีดอย่างไร

“ผมเห็นภาพชัดเจนมาก โดยไม่ต้องมีกีตาร์ก็รู้ได้ว่าเพลงนี้ท่อนนี้มือวางอยู่ที่ไหน ซึ่งมันยากมาก เปรียบเหมือนการนั่งสมาธิ เหมือนเราขับรถกลับบ้าน แต่เราเห็นเส้นทางในหัวหมดเลย ไปแยกไหนบ้าง เข้าเกียร์อะไร การที่ต้องฝึกแบบนี้จะช่วยลดความตื่นเต้นบนเวทีได้เพราะทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้น” อย่างไรก็ตาม หลังได้แชมป์สูงสุดของวงการกีตาร์คลาสสิกการซ้อมของเบิร์ดเปลี่ยนไปบ้าง ปัจจุบันเขาเน้นเรื่องเทคนิค พื้นฐาน การไล่สเกลที่ไม่ต้องยาก รวมถึงซ้อมเพลงใหม่ เนื่องจากกำลังทำฝันใหม่ คือ การออกทัวร์คอนเสิร์ต จึงต้องศึกษาเพลงใหม่แนวคลาสสิกค่อนข้างมากเพื่อใช้เล่น

“ชีวิตผมจะขึ้นอยู่กับการเรียน การซ้อม และการสอนดนตรี จะวนอยู่อย่างนี้แล้วก็มีการแข่งขัน เมื่อก่อนความฝันที่ใหญ่ที่สุด คือการชนะการประกวด วันนี้ความฝันที่หวังไว้ต่อไปคือการออกทัวร์เรื่อยๆ อาจจะ100 ครั้งต่อปี สุดท้ายก็ฝันอยากเป็นศิลปินระดับโลก ผมลงแข่งก็เพื่อจุดหมายนี้ เพราะเชื่อว่าการที่เราชนะการแข่งขันในรายการใหญ่ๆ เป็นเหมือนใบเบิกทางทำให้เรามีชื่อเสียงได้โดยที่ไม่ต้องดันตัวเอง สิ่งเหล่านี้เองจะทำให้ผมต่อยอดในการเป็นนักดนตรีระดับโลกได้ในอนาคต”

เวลาไปประกวดในเวทีต่างประเทศเขามองคนไทยอย่างไร เบิรด์ ตอบคำถามนี้ว่า

“ที่ผมประสบมาพวกเขามองคนไทยเป็นชาติประเทศหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ได้มองว่าเราด้อยกว่าเขา ยิ่งเรามีศิลปินดังๆ ที่เคยสร้างชื่อเสียงมาก่อนอย่าง บัณฑิต อึ้งรังษี ที่เป็นคอนดักเตอร์สร้างชื่อมาระดับหนึ่งแล้ว ครั้งนี้เวลาผมก้าวไปสู่วงการดนตรีคลาสสิกก็ทำให้มีการตอบรับที่ดีขึ้นเยอะ ผมว่าเขาดูที่ฝีมือมากกว่า ไม่สำคัญว่าคุณมาจากประเทศไหน ดูที่ฝีมือการเล่นทักษะการเล่นว่าคุณเก่งขนาดไหน”

ฝันไกลไปให้ถึง มุ่งมั่น สู่ศิลปินระดับโลก

ศิลปิน 5 ท่านที่มีอิทธิพล

อันดับแรก ในหลวง เพราะได้แรงบันดาลใจในการเล่นกีตาร์คลาสสิกจากท่านเลย คนที่สอง คือ บัณฑิตอึ้งรังษี แม้ว่าเขาไม่เคยสอนดนตรีผม แต่ว่าผมได้เห็นจากสิ่งที่เขาได้ไปสร้างมาในการแข่งขัน เลยกลายเป็นแรงบันดาลใจ

คนที่สาม คือ อาจารย์ทุกท่าน ซึ่งมีหลายคนและหลากสไตล์ อย่างคนแรกก็สอนอ่านโน้ตเบื้องต้น คนที่สองก็สอนเทคนิค อาจารย์คนที่สาม สอนตอนอยู่ปริญญาโท เป็นคนคิวบา เป็นคนที่สุดยอดได้ความรู้จากเขาเยอะเลยและเป็นเทคนิคที่เราไม่รู้ในตอนนั้นเขามีวิธีคิดในการเล่นกีตาร์ที่เป็นฟิสิกส์มากๆ คือทุกอย่างมีเหตุผลหมด เช่น ทำไมต้องใช้นิ้วนี้ อธิบายอย่างมีเหตุผลได้หมด

ศิลปินอีกท่านก็คือ John Williams ผมได้รับอิทธิพลจากเพลงของเขาโดยการฟังซีดีมาตั้งแต่เด็กเรารู้สึกว่าเราเอาเสียงของเขามาอยู่ในหัวของเราและในการเล่นของเรา จะมีเสียงตัวอย่างที่ทำให้รู้ว่าจะดีดออกมาอย่างไร

เทคนิคในการเล่น

กีตาร์คลาสสิกเรื่องสำคัญจะอยู่ที่เล็บมือขวา วิธีการดีดสายว่าจะเพราะหรือไม่ก็อยู่ที่เล็บ ซึ่งนักกีตาร์คลาสสิก จะรู้วิธีการตะไบเล็บ การมุมเล็บ ซึ่งปลายเล็บเปรียบได้กับเส้นเสียงของนักร้อง ถ้าเล็บไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ เสียงที่ออกก็ไม่เพราะ จึงต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เป็นเทคนิคอันดับแรกๆ ส่วนตัวกีตาร์ก็มีอิทธิพลบ้าง แต่ก็ไม่เยอะมาก สามารถเลือกได้ตามที่เราชอบ

ฝันไกลไปให้ถึง มุ่งมั่น สู่ศิลปินระดับโลก

สิ่งที่อยากบอกกับนักกีตาร์หน้าใหม่

ผมว่าทุกอาชีพก็เหมือนกันหมด คือต้องมีใจรัก แต่ว่าขึ้นอยู่ว่ามีใจรักแล้วคุณทุ่มเทให้ขนาดไหน บางคนใจรักแต่ว่าไม่ลงมือปฏิบัติ ก็ไม่เกิดผล ยิ่งดนตรีเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝน ถ้าคุณไม่ฝึกฝีมือคุณก็ดร็อปลง ต่อให้มีใจรักขนาดไหน คุณก็จะไม่ประสบความสำเร็จ

เท่าที่ได้ยินมาก็มีน้องๆ บางคนมีผมเป็นแรงบันดาลใจก็เป็นสิ่งที่เราคาดหวังที่สุด เพราะว่าชื่อเสียงมันไม่จำเป็นสักเท่าไร ผมอยากให้น้องๆ ได้เห็นว่าความตั้งใจของผมมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ไม่ใช่เห็นแค่ภาพความสำเร็จของผม ให้เห็นว่าผมซ้อมหรือทุ่มเทอย่างไร อยากให้ทุกคนเห็นจุดนั้นมากกว่าและอยากให้คนไทยเชื่อว่าคนไทยตั้งใจทำอะไรก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก นี่เป็นข้อความสำคัญที่ผมอยากให้พวกเขาได้จากผม

ชมคลิป https://youtu.be/mKJidvm0BYs

ข่าวล่าสุด

กบน. ลดราคาดีเซล 1.50 บาทต่อลิตร มีผลพรุ่งนี้ 24 เมษายน 69