
ยื้อเลือกตั้ง สะเทือนเศรษฐกิจ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
เศรษฐกิจไทยผ่านไตรมาสแรกของปีนี้ไปแล้ว ถือว่าสอบผ่านแม้ว่าจะได้คะแนนไม่ดีอย่างที่คาดก็ตาม
จากการเปิดเผยข้อมูลของรัฐบาล เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกจะขยายตัวได้มากกว่าไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมาที่ขยายตัว 2.3% เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่มีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอย และทั้งปีน่าจะขยายตัวได้ใกล้เคียง3.9% ตามที่คลังประมาณการณ์ไว้
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ออกมาแสดงความมั่นใจว่า เศรษฐกิจไทยจะไม่ต่ำเตี้ยไปมากกว่านี้อีกแล้ว แม้ว่าการส่งออกจะขยายตัวไม่ดี แต่มีการบริโภคและการเบิกจ่ายของรัฐบาลเข้ามาชดเชย
รัฐบาลยังยอมรับว่า การส่งออกไม่สามารถเป็นที่พึ่งเศรษฐกิจได้อีกต่อไป เพราะคาดว่าไตรมาสแรกจะติดลบ 4% และทั้งปีอาจจะไม่ขยายตัวเลย หรือติดลบเหมือน 2 ปีที่ผ่านมา
แต่ในส่วนการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนรัฐบาล เชื่อว่าจะเป็นตัวช่วยเศรษฐกิจในปีนี้ จากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวต ที่บริโภคภายในประเทศ ในไตรมาสแรกของปีนี้ขยายตัวถึง 9.75% ส่วนงบประมาณปี 2558 ไตรมาสแรกเบิกจ่ายได้ 29.8% และไตรมาสสองเบิกจ่ายได้ 51% ถือว่ามีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง
ขณะที่ สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ก็ออกมาสนับสนุนว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่ต่ำไปกว่านี้อีกแล้ว เป็นผลจากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลที่มีอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนและการบริโภค
สมหมาย ระบุว่า เริ่มเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จากการเก็บภาษีในรอบครึ่งปีงบประมาณ 2558 ที่เก็บได้ 1.15 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% โดยเฉพาะการบริโภคในประเทศฟื้นตัวชัดเจน จากการเก็บภาษีแวตได้ 6.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.6% เป็นภาษีแวตจากการบริโภคในประเทศ ที่ขยายตัวถึง 19.5%
ขณะที่เดือน มี.ค. ทุกกรมภาษีเก็บรายได้เพิ่มขึ้น 11.2% โดยกรมสรรพากรเก็บภาษี เพิ่ม 9.2% โดยภาษีนิติบุคคลขยายตัว 5.7% ภาษีบุคคลธรรมขยายตัว 17.8% ส่วนภาษีกรมสรรพสามิต เพิ่ม 20.4% แต่กรมศุลกากรเก็บภาษีลดลง 2-3%
จากข้อมูลด้านเศรษฐกิจที่รัฐบาลนำออกมาโชว์ ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นมีแนวโน้มสดใส ขยายตัวได้แม้ว่าจะอัตราไม่สูงอย่างที่ต้องการ แต่ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยก็มีความเสี่ยงข้างหน้าที่ต้องให้กังวล ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว ที่สำคัญคือ เสถียรภาพการเมืองภายในประเทศ ที่ต้องยอมรับว่ามีผลกับเศรษฐกิจอย่างแยกกันไม่ออก
การเข้ามาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาควบคุมการบริหารประเทศ ทำให้เกิดความสงบปลอดภัย ส่งผลให้เศรษฐกิจภายในประเทศมีความเชื่อมั่นอีกครั้ง แม้ว่าในต่างประเทศจะไม่ค่อยยอมรับการบริหารประเทศของ คสช. และจับตาการบริหารประเทศของ คสช. อย่างใกล้ชิดว่าจะมีการปฏิรูปประเทศตามโรดแมปที่ตั้งไว้ให้มีการเลือกตั้งในปี 2559 หรือไม่
ภาวะดังกล่าว ทำให้เกิดทางสองแพร่งขึ้น เมื่อเอกชนกลุ่มหนึ่งสนับสนุนให้รัฐบาลนี้อยู่บริหารประเทศยาวไปอีก 3-4 ปี เพราะไม่มั่นใจว่าหากให้มีการเลือกตั้งใหม่ ปัญหาการเมืองไทยก็จะเข้าสู่วังวนของความขัดแย้งเดิมๆ เกิดการประท้วงมีการใช้ความรุนแรง ทำให้เศรษฐกิจตกอยู่ในมรสุมอีกครั้ง
ขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็ต้องการให้มีการเลือกตั้งตามตารางเวลา เพื่อให้ต่างชาติหันกลับเข้ามาค้าขายกับไทยเป็นปกติ ซึ่งน่าจะทำให้การส่งออกของไทยขยายตัวได้ดีกว่าทุกวันนี้
อย่างไรก็ตาม หากดูความเห็นที่เป็นกลาง เช่น สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก ก็น่าจะประเมินได้ว่าการเลือกตั้งตามโรดแมป หรือ การเลื่อนเลือกตั้งออกไปอีก แบบไหนจะส่งผลดีกับเศรษฐกิจมากกว่ากัน
สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำ JCR ของญี่ปุ่นที่เป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ล่าสุดประกาศปรับมุมมองเครดิตของไทยจากเป็นลบ มาเป็นบวก หรือมีเสถียรภาพมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ ระบบธนาคารพาณิชย์เข้มแข็ง ภาคการคลังแข็งแรง แต่ JCR ยังติดตามการปฏิรูปทางการเมืองที่มีผลกับเศรษฐกิจไทย ที่คาดว่าจะมีการเลือกตั้งในต้นปี 2559
ขณะที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) บริษัทในเครือฟิทช์ อิบคา จากสหรัฐอเมริกา มองว่าความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ความขัดแย้งในสังคมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับช่วงเวลาและกระบวนการส่งผ่านอำนาจกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยยังคงเป็นปัจจัยฉุดรั้งความเชื่อมั่นทางธุรกิจและเศรษฐกิจของไทย
ฟิทช์ เรทติ้งส์ ยังมองว่า พัฒนาการในด้านต่างๆ ที่อาจส่งผลให้เกิดการปรับ ลดอันดับความน่าเชื่อถือ นอกจากเศรษฐกิจชะลอตัวลงมากแล้ว ยังมีปัญหาการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพจนกระทบการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังมีนัยสำคัญ
จากมุมมองดังกล่าว จะเห็นว่าสถาบันจัดอันดับเครดิตให้น้ำหนักกับการเลือกตั้งที่เป็นไปตามโรดแมป หรือในต้นปี 2559 หากไม่มีการเลือกตั้งเศรษฐกิจก็อาจได้รับผลกระทบจากความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุน และความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองที่เกิดขึ้นภายหลังจากนั้น
อย่างไรก็ตาม สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ R&I ของประเทศญี่ปุ่นอีกแห่งหนึ่งมองว่า ระบบการเมืองของไทยได้เข้าสู่เสถียรภาพนับตั้งแต่กองทัพได้เข้ามาบริหารประเทศเมื่อเดือน พ.ค. 2557 ถือเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
แต่ทั้งนี้ R&I ยังคงติดตามเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลพลเรือนที่จะจัดตั้งในปี 2559 ด้วยว่า จะดำเนินมาตรการต่อเนื่องจากรัฐบาลปัจจุบันในการลดความเหลื่อมล้ำของรายได้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้หรือไม่ ทำให้ R&I ยังคงมุมมองความน่าเชื่อถือไทยเป็นลบ และจะให้ความสนใจกับนโยบายเศรษฐกิจและการคลัง รวมทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการติดตามผลของการปฏิรูปทางการเมืองว่าจะนำไปสู่เสถียรภาพทางการเมืองได้หรือไม่
จากมุมมองของ R&I จะเห็นว่า รัฐบาลอยู่ยาวก็ไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจของไทย แต่การเลือกตั้งได้รัฐบาลใหม่ก็ใช่ว่าจะเป็นยาวิเศษเศรษฐกิจไทย ฉะนั้น รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาต้องเดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เศรษฐกิจของไทยต่อเนื่อง
เศรษฐกิจไทยจึงจะเดินหน้าต่อไปได้







