posttoday
สำรวจปิโตรเลียม ความจริงจาก คนทำงาน (3)

สำรวจปิโตรเลียม ความจริงจาก คนทำงาน (3)

08 เมษายน 2558

ตามที่เขียนเล่าในตอนที่แล้วว่า ทุกครั้งที่ “คนทำงาน” ได้ประชุมร่วมกับชุมชน เป็นโอกาสที่ “คนทำงาน”

โดย...ศุภจิตรา ทองฉวี

ตามที่เขียนเล่าในตอนที่แล้วว่า ทุกครั้งที่ “คนทำงาน” ได้ประชุมร่วมกับชุมชน เป็นโอกาสที่ “คนทำงาน” ได้สร้างความเข้าใจในกิจกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ได้รับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ข้อห่วงกังวล ของพี่น้องในชุมชน – ครั้งนี้ “คนทำงาน” จะขอเล่าถึงคำถามที่ชุมชนถามบ่อยค่ะ

กิจกรรมการขุดเจาะหลุมปิโตรเลียม เป็นกิจกรรมที่บางชุมชนไม่คุ้นเคย คำถามที่คนทำงานเจอทุกครั้งที่ได้ร่วมประชุมกับชุมชนคือ “การขุดเจาะ ‘บ่อน้ำมัน’ จะปนเปื้อนน้ำบาดาลไหม แผ่นดินจะถล่มไหม?”

สิ่งแรกที่คนทำงานมักอธิบายให้ที่ประชุมเห็นภาพตรงกัน คือ กิจกรรมที่คนทำงานกำลังจะทำคือการขุดเจาะ “หลุมปิโตรเลียม” เนื่องจากขนาดของภาพ “หลุม” กับ “บ่อ” ในความคิดของผู้ฟังมักต่างกันค่ะ

โดยปกติชั้นดินที่เหมาะกับการใช้งานทางการเกษตรที่บ้านเราจะมีความหนาไม่เกิน 100 เมตรจากผิวดิน จากนั้นจะเริ่มกลายเป็นชั้นหินชนิดต่างๆ การขุดเจาะหลุมปิโตรเลียมที่แหล่งน้ำมัน
สิริกิติ์ (นามพระราชทาน) แห่งนี้ จะขุดเจาะที่ความลึกประมาณ 2,000-3,000 เมตรค่ะ

ขนาดของปากหลุมปิโตรเลียมบนบก โดยทั่วไปมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 14-16 นิ้ว (ขนาดพอๆ กับความยาวของกระดาษ A3 ค่ะ) เมื่อเจาะลึกลงไปจะลดขนาดเล็กลงเรื่อยๆ จนถึงขนาดที่เล็กที่สุดคือเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5-6 นิ้ว (ขนาดพอๆ กับขวดน้ำอัดลมขนาด 1 ลิตรค่ะ) ในแต่ละช่วงการขุดเจาะ ก็จะใส่ท่อเหล็กหนาที่เรียกว่า ท่อกรุ (Casing) และจะอัดซีเมนต์เพื่อยึดท่อกรุกับผนังหิน เพื่อความมั่นคงของหลุมและควบคุมแรงดันของก๊าซภายในหลุมค่ะเมื่อขุดเจาะหลุมปิโตรเลียม ดังนั้นหลุมปิโตรเลียมจะถูกโอบล้อมโดยผนังหินและท่อกรุค่ะ

อีกประเด็นคือ หลายท่านเข้าใจว่าโครงสร้างทางธรณีวิทยาของชั้นกักเก็บปิโตรเลียมเรียงตัวกันเป็นชั้นเหมือนขนมชั้น – ซึ่งไม่ใช่ค่ะ

ปิโตรเลียมคือของเหลวที่แทรกตัวอยู่ในเนื้อหิน การผลิตปิโตรเลียมจึงเป็นเพียงการนำเอาของเหลวที่แทรกตัวอยู่ในเนื้อหินออกมาจากเนื้อหิน ซึ่งไม่ได้ทำให้หินเสียรูปทรง ทรุด ถล่ม หรือทลาย แต่อย่างใดและต้นทุนในการขุดเจาะแต่ละหลุมใช้งบประมาณ 60-90 ล้านบาท ไม่ว่าจะพบปิโตรเลียมหรือไม่ ดังนั้นบริษัทต้องระมัดระวังความเสียหายของหลุมแน่ๆ ค่ะ เพราะหากแผ่นดินทรุดหลุมก็จะพังใช้งานไม่ได้เลย

ของเหลวที่ใช้ในการขุดเจาะช่วงบน (ความลึก 0-900 เมตร) ใช้น้ำใต้ดินจากชั้นความลึกไม่ต่ำกว่า 100 เมตร และแร่เบนโทไนต์ หรือแร่ดินมีคุณสมบัติการพองตัวสูง (ลักษณะเดียวกับดินสอพอง) เพื่อเพิ่มความถ่วงจำเพาะของของเหลว มีลักษณะเป็นน้ำโคลน ใช้ในการนำพาเศษดินเศษหินจากการขุดเจาะขึ้นมาจากหลุมขุดเจาะ (โดยทั่วไปชุมชนใช้น้ำบาดาลจากชั้นความลึกประมาณ 20-40 เมตรค่ะ) ก็ทำการตรวจสอบคุณภาพเศษหิน เช่น ค่าโลหะหนัก และค่าความเค็ม เพื่อดำเนินการบำบัดตามกระบวนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมต่อไป

ส่วนการขุดเจาะช่วงล่าง (ลึกกว่า 900 เมตร) ใช้โคลนสังเคราะห์ ซึ่งประกอบด้วย น้ำมันสังเคราะห์ ผสมกับสารประกอบที่มีอยู่โดยทั่วไปตามธรรมชาติ เช่น ผงทรายละเอียด หินปูน เกลือซัลเฟต เพื่อเพิ่มความถ่วงจำเพาะของของเหลวที่ทำหน้าที่นำพาเศษดินเศษหินจากการขุดเจาะขึ้นมาจากหลุม และสามารถนำมาหมุนเวียนใช้ได้ (การใช้น้ำมันสังเคราะห์เป็นส่วนผสม เพื่อรักษาโครงสร้างของผนังหลุมเจาะไม่ให้พังทลาย และลดความร้อนของหัวเจาะ ซึ่งเป็นเทคนิคและมาตรการด้านความปลอดภัยในการขุดเจาะหลุมปิโตรเลียมที่ใช้กันทั่วไปในสากล) ส่วนเศษหินที่ได้จากกระบวนการขุดเจาะ ขนส่งโดยบริษัทรับกำจัดขยะ
ที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อนำไปเผาที่โรงปูนต่อไปค่ะ

อีกประเด็นที่มักถูกถามบ่อย คือ “การเผาก๊าซส่วนเกินจากกระบวนการผลิตปิโตรเลียม ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศหรือไม่?” กระบวนการเผาก๊าซส่วนเกิน เป็นกระบวนการมาตรฐานด้านความปลอดภัยสากลในกระบวนการผลิตปิโตรเลียม เพื่อเป็นช่องทางในการกำจัดก๊าซส่วนเกินออกจากระบบ โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินในกระบวนการปฏิบัติงาน การเผาก๊าซในกระบวนการผลิต ณ แหล่งน้ำมันสิริกิติ์ เป็นระบบเผาก๊าซแบบสันดาปสมบูรณ์ (เช่นเดียวกับการใช้ก๊าซหุงต้มในครัวเรือน)

อย่างไรก็ตาม กว่า 10 ปีก่อน เกษตรกรท่านหนึ่งเคยร้องเรียนว่า แสงสว่างจากปล่องเผาก๊าซ ที่สถานีผลิตย่อยทำให้ถั่วเหลืองไม่ออกฝัก พอทราบเรื่อง “คนทำงาน” ก็เร่งศึกษา ออกแบบและพัฒนาวิธีการลดผลกระทบ ด้วยการติดตั้งปล่องเผาก๊าซในแนวนอนพร้อมติดตั้งผนังบังแสง นอกจากนี้ยังปรับปรุงการติดตั้งไฟส่องสว่างเพื่อลดผลกระทบด้านแสงต่อพื้นที่อีกด้วย

จากผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศโดยบริษัทผู้เชี่ยวชาญตามมาตรฐานของกรมควบคุมมลพิษ และการติดตามผลการตรวจสุขภาพของพนักงาน (ซึ่งเป็นคนทำงานที่ใกล้ชิดกับกระบวนการผลิตมากที่สุด) ภายใต้มาตรการการจัดการด้านความมั่นคง ปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการจัดการข้อร้องเรียน ตามมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมระดับสากล ISO14001 ไม่ปรากฏว่ามีค่าตรวจวัดที่ผิดปกติ/เป็นอันตรายแต่อย่างใด

คนทำงานขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การทำงานกับชุมชนด้วยความจริงใจ ใกล้ชิด อย่างตรงไปตรงมา เป็นหนทางที่ทำให้ได้รับความสนับสนุนและไว้วางใจจากชุมชน และที่สำคัญคือไม่เปิดช่องให้ “คนนอก” เข้ามาปลุกปั่น สร้างกระแสต่อต้านและความแตกแยกในชุมชนอย่างที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่ค่ะ

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน