
ยกเครื่องเศรษฐกิจ รื้อการคลังตั้งงบรายรับ
การปฏิรูปเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชน โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
การปฏิรูปเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชน โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อทิศทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจะไปในทิศทางใด โดย “ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล” กรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ หนึ่งในผู้ผลักดันเรื่องดังกล่าว ได้สะท้อนมุมมองต่อ “โพสต์ทูเดย์” ไว้น่าสนใจหลายประการ
ดร.กอบศักดิ์ ยืนยันคำแรกว่า กรรมาธิการยกร่างฯ มีความตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงสิ่งสำคัญๆ 3 เรื่อง คือ ความเหลื่อมล้ำ ที่ถูกยกขึ้นมาใช้เรียกร้องทางการเมืองตลอดเวลาที่ผ่านมา ถือเป็นปัญหาสำคัญ เพราะถ้าไม่ระวังเรื่องนี้ 10-20 ปีข้างหน้า อาจยิ่งแรง เฉกเช่นเหมือนหลายประเทศ
ประเด็นต่อมา ปัญหาเชิงโครงสร้าง เมืองไทยเริ่มมีสัญญาณถดถอยเมื่อเทียบกับหลายประเทศ เพราะไทยอยู่กับที่ ขณะที่ประเทศอื่นเดินไปข้างหน้า และหากลองดูในประเทศแถบอาเซียน มีแต่แซงไทย ดูง่ายๆ ไทยขณะนี้ไม่มีวิกฤตเศรษฐกิจ ยังโตได้แค่ 3-4% จึงเป็นความน่ากังวลใจ และกำลังสะท้อนว่าเมืองไทยมีปัญหาเครื่องยนต์ด้านเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ เครื่องยนต์ของเศรษฐกิจไทยมีปัญหาหมดแล้ว แล้วก็ทิศทางมันก็ถดถอยลงเรื่อยๆ ความสามารถในการแข่งขันก็แย่ การส่งออกสู้ไม่ได้ ไม่ใช่เป็นเพราะต่างประเทศ ไม่มีออร์เดอร์ แต่เป็นเพราะต้นทุนไทยสูง การลงทุนภาครัฐก็เห็นอยู่ว่ามันจำกัดลงเรื่อยๆ ทั้งหมดมันเป็นปัญหา แล้วถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป ประเทศไทยไม่ถึง 10 ปี ล้าหลังคนอื่นๆ ไปหมด
“ชัดๆ เลยว่าขณะนี้เวียดนามส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกามากกว่าเมืองไทย ทั้งๆ ที่ตามหลังมาตลอด และมีตัวเลขอื่นๆ สะท้อนออกมา ดังนั้นแสดงให้เห็นว่าเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่ใช้ไม่ดี หรือไม่พออีกต่อไป” ดร.กอบศักดิ์ ระบุ
ประเด็นสุดท้าย ไทยกำลังมีปัญหาเรื่องวินัยการเงินการคลัง ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ก่อนวิกฤตปี 2540 ไทยไม่เคยมีปัญหางบเกินดุล แต่ช่วงหลังเริ่มเห็นสัญญาณอันตราย ว่ารัฐบาลใจอ่อนเรื่องการคลัง คือ ไม่มีวินัย ไม่มองอนาคต เอาปัญหาเฉพาะหน้าเป็นสำคัญ หากไม่ระวังอาจเกิดปัญหาเช่นเดียวกับประเทศแถบละตินอเมริกาในอนาคต คือ หนี้เยอะ
ดร.กอบศักดิ์ บอกด้วยว่า ปีนี้ไทยต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อออกจากสิ่งเหล่านี้ เพราะถ้าไม่ทำ ต่อให้ไม่ตีกันเอง ก็ตาย เพราะคนอื่นแซงไปหมด ดังนั้นตอนนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะใช้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และตัวรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศ
ดร.กอบศักดิ์ อธิบายว่า จากนี้ไปกระบวนการการคลังจะไม่เหมือนเดิม ซึ่งรัฐบาลกำลังหาทางอุดช่องโหว่ พ.ร.บ.งบประมาณ 2502 โดยตั้งใจจะทำ คือ 1.ต่อไปนี้เงินกู้อยู่ในกระบวนการงบประมาณ คือ กู้มาแล้วเอาไปใช้ โดยไม่มีการตรวจสอบทำไม่ได้ ต่อไปจะเขียนชัดเจน ว่าถ้ากู้มาต้องเข้ากระบวนการงบประมาณ ไม่เข้างบประมาณประจำปี ก็ต้องงบประมาณเพิ่มเติม และตรวจสอบได้
ขณะเดียวกัน งบประมาณที่เสนอเข้ามาต้องมีรายรับประกอบ โดยงบประมาณรายรับจะต้องประมาณการให้เห็นชัด เพื่อระมัดระวังการใช้จ่ายให้มากขึ้น ซึ่งเมื่อ 60 ปีที่แล้ว รัฐเคยทำโดยเน้นรายจ่ายก่อน แล้วทำรายรับประกอบ เช่น ตั้งเป้ารายจ่ายปีนี้เพิ่มขึ้น 20% รายรับก็บอกว่าเพิ่ม 20% พอปลายปีรายจ่ายได้แต่รายรับไม่ได้ แต่วันนี้กระบวนการนั้นดีแต่ไม่พอ ต้องปฏิรูปเปลี่ยนแปลง เช่น ถ้าจะทำเรื่องของรายจ่าย ต้องมีรายรับประกอบด้วย ซึ่งจะเกิด พ.ร.บ.รายรับรายจ่ายตามมา
ดร.กอบศักดิ์ ยอมรับว่า ปัจจุบันไม่เคยมี พ.ร.บ.ดังกล่าว แต่ต้องเกิดพร้อมกัน ซึ่งแนวคิดรายรับสำคัญกว่า เพราะจะเป็นการกำหนดวงเงินรายจ่าย และหากทำไม่ได้ตามนั้น ก็สามารถเช็กได้เลยว่าอธิบดีคนไหนเป็นปัญหา ซึ่งตรงนี้รายจ่ายจะชัดเจนขึ้นที่เป็นรายจ่าย ไม่ใช่ตามภารกิจเท่านั้น อย่างทำถนน ไปดูว่าจังหวัดอยู่ตรงไหนบ้าง แต่ต่อไปจะเป็นงบประมาณพื้นที่ เพื่อดูว่าแต่ละจังหวัดได้งบประมาณเท่าไหร่แต่ละปี จะได้รู้ว่าต่อสู้กับปัญหาความยากจนได้ดีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะเกิดความเปลี่ยนแปลง
ดร.กอบศักดิ์ บอกต่อว่า หลังจากนั้นต่อไปการลดทอนงบประมาณ ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ ในอดีตเมื่อส่งเข้าไป สส.ก็อยากไปตั้งงบประมาณของตัวเอง ด้วยการแปรญัตติไปกองไว้ ต่อไปนี้แปรญัตติได้ ตัดได้ แต่ไม่ให้เอาไปใช้ งบประมาณตรงนี้ก็จะคืนคลัง นี่คือหัวใจ เมื่อแปรญัตติเพื่อเอาไปใช้ในพื้นที่ไม่ได้ ดังนั้นกระบวนการงบประมาณของไทยจะเปลี่ยน
ดร.กอบศักดิ์ ระบุว่า กระบวนการสุดท้าย คือ งบประมาณลงทุน ในอดีตข้าราชการหรือตัวรัฐบาลทำอะไรก็ได้ อยากจะแจก หรือทำเสียหายเท่าไหร่ก็ไม่มีใครว่า เพราะถือเป็นนโยบาย ต่อไปจะเขียนชัดเจนว่าหากทำงบประมาณเสียหาย และเป็นความเสียหายร้ายแรงต่อประเทศ สามารถฟ้องศาลปกครองแผนกวินัยการคลังและการงบประมาณได้ ซึ่งจะเปลี่ยนทุกอย่าง
“เพราะคนที่ทำงบนโยบายประกาศได้ แต่เมื่อเกิดความเสียหาย อย่าอ้างว่าเป็นนโยบาย ถือเป็นความผิด ขณะที่บทลงโทษ จะมีการเขียนให้ชัดเจน แต่น่าจะเป็น พ.ร.บ.ประกอบ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ตั้งใจว่าจะจบก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้คนเลือกตั้งได้รู้ว่า เมื่อสัญญาเยอะๆ ระวังไว้ แค่นี้ประชานิยมก็จะหมดไป”
นอกจากนี้ เรื่องภาษีจะเปลี่ยนการทำให้เป็นสองระดับ คือ ระดับประเทศและท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญของการกระจายอำนาจ ดังนั้นกระจายอำนาจต้องให้ภาษีท้องถิ่น เนื่องด้วยปัจจุบัน แวต 7% แบ่งให้ท้องถิ่น 0.7% ที่เหลือเข้ากรุงเทพฯ แล้วจัดสรรเข้าไปใหม่ เพื่อให้กรุงเทพฯ มีอำนาจคอนโทรลทุกอย่าง แต่เมื่อไหร่เอาเงิน 7% ให้ท้องถิ่น 3-4%
ทั้งนี้ จะทำให้ท้องถิ่นมีอำนาจตัดสินใจโครงการต่างๆ ภายใต้เงินตัวเอง ถือเป็นหัวใจสำคัญของการกระจายอำนาจแบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันมีความตั้งใจว่าจะมีกระบวนการการปรับภาษี ซึ่งการเสียภาษีต่อไปนี้ ทุกคนต้องยื่นแบบ เพราะไม่ตั้งใจต้องการให้จ่ายภาษี แต่ตั้งใจให้ทุกคนเข้าสู่ระบบ เพื่อให้รัฐบาลรู้ว่าใครมีไม่มี แล้วถ้าใครไม่มีก็จะมีแนวทางช่วยเหลือตรง
“ยกตัวอย่างสมัยผมเรียนหนังสือที่อเมริกา ไปสอนหนังสือเขาบังคับให้ผมกรอกแบบภาษี แล้วทุกๆ ปีผมก็ต้องกรอก ทั้งๆ ที่มันน้อยมาก แต่พอเขาเห็น ก็จะคำนวณให้ผมควรได้เงินเท่านี้ แม้ขนาดคนต่างชาติยังได้ ถ้าทุกคนยื่นแบบเพื่อจะได้เข้าสู่ระบบ รัฐบาลจะได้ช่วยคนจนถูกต้องและตรงจุดมากขึ้น”
ประเด็นที่ตั้งใจทำอีกเรื่อง คือ คนที่เสียภาษีตลอดชีวิต จะจัดสรรผลประโยชน์ตอบแทนให้ ซึ่งกำลังคิดว่าทำอะไรบ้าง เช่น มีการเรียกร้องมากว่า เมื่อเกษียณแล้วรัฐบาลช่วยดูแลได้หรือไม่ เพราะเป็นพลเมืองดีมา 30 ปี จ่ายไปไม่รู้กี่ล้าน แต่ได้แค่ 600 บาท ซึ่งต้องเข้าใจหัวอก รวมถึงต้องไปนั่งคิดเพื่อให้รัฐบาลอยู่ได้ ขณะเดียวกันจูงใจคนเข้าสู่ระบบ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ทว่า สุดท้ายเรื่องการลดหย่อนภาษี โดยต่อไปจะเขียนชัดเจนว่าลดหย่อนอย่างไรบ้าง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ อีกอย่างหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในรัฐธรรมนูญ แต่ สปช.กำลังทำ คือ การตั้งสถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจำรัฐสภา มาช่วยวิเคราะห์งบประมาณของประเทศ เพื่อจะรู้ว่างบประมาณทำมามันดีแค่ไหน เพราะอย่างสหรัฐอเมริกา จะมีหน่วยงานนี้เป็นตัวกลางคอยคำนวณว่านโยบายรัฐจะสูญเสียงบประมาณเท่าไหร่ และเปิดเผยความจริงต่อประชาชน เพราะมีข้อมูลทั้งหมด
“ยกตัวอย่าง โครงการรับจำนำข้าว ถ้ามีองค์กรดังกล่าวโครงการนี้จะเกิดยากมาก เพราะถูกคำนวณว่าเมื่อทำต่อไป 3-5 ปีให้หลัง ต้นทุนเท่าไหร่หากไม่เลิก โดยจะคำนวณทุกอย่างทั้งงบประมาณปกติที่รัฐบาลตั้ง สำนักงบฯ สภาพัฒน์ แต่หน่วยงานนี้ไม่มีหน้าที่แก้ มีหน้าที่ให้ข้อมูลประกอบ ซึ่งมีประโยชน์ต่อ สส.-สว.ไม่ต้องวิเคราะห์หรือหาข้อมูลและดีเมื่อ สส. 2 พรรคมา ต่างก็ไม่เชื่อตัวเลขซึ่งกันและกัน คราวนี้จะมีตัวกลางบอกและเป็นอิสระแม้ตั้งอยู่ภายใต้รัฐสภา แต่ต้องมีงบประมาณไปเลี้ยงดูอย่างเพียงพอ”
ดร.กอบศักดิ์ ยอมรับว่า มีความตั้งใจทำอีกหลายเรื่องนอกจากประเด็นที่กล่าวมา เช่น ปฏิรูปที่ดิน ซึ่งจะเป็นกระบวนการเปลี่ยนครั้งใหญ่ เพราะแนวทางที่คิดไว้และก็กำลังทำต่อไป คือ จะเปลี่ยนกระบวนการจัดสรรที่ดินที่เมื่อสุดท้ายจะตกเป็นของนายทุน โดยจะหาแนวทางใหม่ที่ไม่ใช่การให้สิทธิเอกชน
ดร.กอบศักดิ์ ขยายความว่า ปกติจะมีสองอย่าง คือ ที่ดินรัฐบาลและเอกชน แต่ที่รัฐบาล เอกชน ชาวบ้าน และชุมชน มีสิทธิทำกินในพื้นที่ของรัฐ เช่น พื้นที่ทับซ้อนมีหลายพื้นที่ คนอยู่มาก่อนแล้วค่อยประกาศป่าภายหลัง แต่ความเป็นจริงอะไรที่ไม่มีโฉนดให้เป็นพื้นที่ป่าให้หมด แต่เมื่อมีคนไปอยู่ถูกฟ้อง ถูกจับหมด ดังนั้นอนาคตจะหาทางใหม่ ให้คนที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนยื่นเรื่องเข้ามาจะหาวิธีคลี่คลายให้ คือ จ้างให้ประชาชนอยู่ แต่ไม่ใช่จ่ายเงิน แต่เป็นการให้โอกาสอยู่ทำกินแต่ต้องเฝ้าพื้นที่ป่าด้วย
นอกจากนี้ จะทำธนาคารที่ดิน เวลาชาวบ้านติดจำนอง สามารถมาขอจำนองกับธนาคารนี้ได้ เพราะความเป็นจริงชาวบ้านจะไปจำนองกับนายทุน ธ.ก.ส. สมมติทำนาเจอน้ำท่วมเป็นหนี้ เอาที่ดินไปจำนองกับใครก็ตาม ถ้าส่งไม่ไหว ธนาคารนี้จะไปชดใช้ให้ แต่ที่ดินจะตกเป็นของธนาคาร เพราะถ้าเป็นนายทุนอาจถูกไล่ที่หรือถูกยึด แต่ธนาคารนี้จะไม่ไล่ ให้ทำกินต่อไปจนกว่าพร้อมมาถ่ายโฉนด
ขณะเดียวกัน ธนาคารที่ดินก็หวังไว้ในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องภาษีที่ดิน ซึ่งเป็นเงินที่ได้น้อยมาก แต่สามารถนำไปช่วยคนจน และเรื่องนี้จะทำให้ประชาชนมีที่ดินทำกิน และประชาชนที่ต้องมาทำงานนอกพื้นที่ก็จะกลับถิ่นฐาน และหากประชาชนมีที่ดินและต้องการขาย ก็สามารถนำมาขายกับธนาคาร โดยจะของบประมาณปีละ 5,000 ล้านบาท เพื่อเอาที่ดินได้มาจัดสรรให้กับบุคคลที่ต้องการทำการเกษตร







