posttoday
สิงคโปร์ : ดีที่ระบอบ หรือตัวผู้นำ?

สิงคโปร์ : ดีที่ระบอบ หรือตัวผู้นำ?

03 เมษายน 2558

โดย...ไชยันต์ ไชยพร 

โดย...ไชยันต์ ไชยพร 

จากข้อเขียนของไมเคิล ลีเฟอร์ อดีตศาสตราจารย์ทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่ง LSE ในตำราชื่อ Managing Political Change in Singapore : the
Elected Presidency ทำให้ผู้เขียนเห็นภาพว่า ปกติแล้ว ประมุขของรัฐในการปกครองระบอบรัฐสภาที่อำนาจบริหารอยู่ในคณะรัฐมนตรีที่นำโดยนายกรัฐมนตรีมักจะไม่ค่อยขึ้นสู่ตำแหน่งผ่านการเลือกตั้งโดยตรง ก่อนหน้าปี 1993 สิงคโปร์มีประธานาธิบดี แต่อยู่ในฐานะผู้นำทางพิธีการของรัฐ และคนที่จะได้เป็นประธานาธิบดีขึ้นสู่ตำแหน่งผ่านการเสนอชื่อ โดยรัฐบาลและผ่านมติเห็นชอบจากรัฐสภา แต่เมื่อถึงเดือน ส.ค. 1993 สิงคโปร์ได้เปลี่ยนมาใช้การเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง และยังเพิ่มอำนาจประธานาธิบดีในการวีโต้ร่างกฎหมายงบประมาณแผ่นดิน รวมทั้งการวีโต้ขอบเขตการใช้งบประมาณทุนสำรองและแถมยังมีอำนาจในการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงได้อีกด้วย

หมายความในปี 1993 ได้มีการเปลี่ยนแปลงกติกาทางการเมืองครั้งสำคัญในสิงคโปร์ จากเดิมที่ผู้ที่จะได้เป็นประธานาธิบดีจะต้องถูกเสนอชื่อโดยรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลก็ย่อมอยู่ภายใต้อำนาจและอิทธิพลของนายกรัฐมนตรี และเมื่อรัฐบาลเสนอชื่อแล้วก็จะต้องได้ผ่านมติความเห็นชอบจากเสียงข้างมากในรัฐสภา ซึ่งเสียงข้างมากในรัฐสภาก็ย่อมอยู่ภายใต้อำนาจและอิทธิพลของนายกรัฐมนตรีอีกเช่นกัน เพราะนายกรัฐมนตรีคือผู้ที่เป็นหัวหน้าพรรคที่ได้คะแนนเสียงข้างมาก และในกรณีของสิงคโปร์ เราก็ทราบดีอยู่แล้วว่า ตลอดระยะเวลาอันยาวนานตั้งแต่เป็นเอกราช พรรคฝ่ายค้านในสิงคโปร์แทบจะไม่มีที่นั่งในรัฐสภา ดังนั้น ภายใต้เงื่อนไขก่อนหน้า 1993 ประธานาธิบดีสิงคโปร์จึงไม่มีอำนาจอะไรมาก เป็นแค่ผู้นำทางพิธีการเท่านั้น และที่สำคัญคือ อยู่ภายใต้อำนาจและอิทธิพลของนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็คือ ลีกวนยู ดังที่ปรากฏในคำกล่าวถึง เดวาน แนร์ หนึ่งในผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยที่ ลีกวนยิว เป็นนายกรัฐมนตรีว่า “แนร์รู้ตำแหน่งแห่งที่ของเขาดี ด้วยความศรัทธาที่เขายึดถือต่อลีกวนยิวที่เป็นทั้งผู้นำของสิงคโปร์และผู้นำในใจของแนร์เองด้วย  แม้ว่าหลังจากที่แนร์จะได้เป็นประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐสิงคโปร์แล้ว เขายังลืมระเบียบพิธี (Protocol) และสถานะตำแหน่งประธานาธิบดีของเขา เพราะเขาเผลอเรียกนายกรัฐมนตรีว่า  ‘นาย’ (The Boss)”  

ดังนั้น จึงกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า สิงคโปร์ช่วงก่อน 1993 อำนาจทางการเมืองอยู่ในมือของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ อยู่ในมือของบุคคลคนเดียวที่ชื่อ ลีกวนยิว ที่เป็นนายกรัฐมนตรีมาตลอดจนถึงปี 1990 เรียกว่ามองอย่างไรก็หาสิ่งที่จะเป็นกลไกหรือเงื่อนไขที่สามารถเรียกได้ว่าเป็น “การตรวจสอบถ่วงดุล” ไม่ได้เลย ก่อน 1993 ประธานาธิบดีจึงเป็นแค่ตรายางให้นายกรัฐมนตรีเท่านั้น คำถามคือ แล้วทำไมในปี 1993 ใครหรือกลุ่มพลังทางการเมืองใดในสิงคโปร์ที่สามารถเปลี่ยนกติกาปลดล็อกการเมืองแบบเบ็ดเสร็จภายใต้นายกรัฐมนตรีได้?                

ลีเฟอร์ กล่าวว่า การเปลี่ยนกติกาทางการเมืองดังกล่าวของสิงคโปร์ถือเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะการออกกติกาให้ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้ง ทำให้มีพลังทางการเมืองที่ยึดโยงกับประชาชนที่สามารถต่อกรกับนายกรัฐมนตรีได้ และแถมประธานาธิบดียังมีอำนาจมาก นั่นคือ อำนาจในการวีโต้ร่างกฎหมายงบประมาณแผ่นดิน การวีโต้ขอบเขตการใช้งบประมาณทุนสำรอง และอำนาจในการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูง Liefer กล่าวว่า กรณีของสิงคโปร์จึงถือว่าผิดเพี้ยนไปจากตัวแบบหลัก และผู้ที่สามารถเปลี่ยนแปลงกติกาทางการเมืองของสิงคโปร์ได้ก็หาใช่ใครอื่น นอกจากตัวลีกวนยูนั่นเอง                   

หลังปี 1990 ลีกวนยิววางมือจากนายกรัฐมนตรี เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอาวุโส (Senior Minister) ต่อจนถึงปี 2004 นั้นก็ดำรงตำแหน่งที่ไม่รู้ว่าจะเรียกในภาษาไทยว่าอะไร นั่นคือ Minister Mentor จนถึงปี 2011 และที่หยุดทุกอย่างลงในปี 2011 ก็เพราะป่วยเป็นโรค Peripheral Neuropathy

ลีเฟอร์ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงกติกาบ้านเมืองครั้งใหญ่ในปี 1993 เกิดจากการที่ลีกวนยิวมีความห่วงใยต่อชาติบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง โดยห่วงว่าผู้นำรุ่นต่อๆ มาที่สืบสานทำงานทางการเมืองต่อจากเขาจะไม่มีปัญญาในการบริหารจัดการเกาะเล็กๆ ที่อ่อนแอในเชิงทรัพยากรและปัจจัยอื่นๆ ลีกวนยิวจึงคิดหาทางที่จะป้องกันการใช้อำนาจในทางที่ผิดหรือใช้อย่างฉ้อฉล โดยเฉพาะการยอมตามใจข้อเรียกร้องที่ไม่เหมาะสมของประชาชนไปกับสวัสดิการสาธารณะ (ในคำของลีเฟอร์ คือ “His (Lee’s) anxiety about the wisdom of succeeding generations of leaders in managing the affairs of the vulnerable island-state….intended to provide a safeguard against abuse or misuse of power and other failings of good government, including indulging undue popular demands for public welfare) ลีกวนยูเล็งเห็นว่าสิงคโปร์ขาดฝ่ายค้านที่น่าเชื่อถือและขาดกลไกหรือพลังประชาสังคมที่จะตรวจสอบความรับผิดชอบ (Accountability)

จากการขาดปัจจัยดังกล่าวนี้เอง ลีกวนยิวจึงแก้ไขกติกาให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงขึ้นและเพิ่มอำนาจให้มากมาย เพื่อเป็นหลักประกันว่ามรดกทางการเมืองของสิงคโปร์ที่ลีกวนยิวได้สร้างไว้ อันได้แก่ ระบบราชการที่ซื่อสัตย์และมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด จะไม่ถูกใช้จนทำให้สิงคโปร์ถดถอย โดยสถาบันประธานาธิบดีที่ลีกวนยิวสร้างขึ้นจะทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลไว้

ดังนั้น ในกรณีของสิงคโปร์ในสมัยของลีกวนยิว จึงกล่าวได้ว่าการเมืองและการบริหารราชการประสบความสำเร็จได้ด้วยปัจจัยของตัวบุคคลหรือผู้นำอย่างลีกวนยิวมากกว่าจะเป็นที่ตัวระบบหรือกลไกที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อลีกวนยิวจะต้องห่างจากการเมืองไป เขาก็เริ่มตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องวางกติกาใหม่สำหรับผู้นำที่เขาไม่เชื่อว่าจะ “ดี เก่ง ฉลาดและรักชาติ” เท่าตัวเขา!

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน