posttoday
เข้าโหมดเงินฟุบ-เสี่ยงเงินฝืด รัฐต้องเร่งฟื้นศก.

เข้าโหมดเงินฟุบ-เสี่ยงเงินฝืด รัฐต้องเร่งฟื้นศก.

03 เมษายน 2558

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ในวันเดียวกับที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อเดือน มี.ค. ปรับลดลงเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน และต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี 6 เดือน ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) ก็ได้แสดงความห่วงกังวลว่า สิ่งที่น่าห่วงกว่าก็คือ ภาวะเงินฟุบ ซึ่งเป็นภาวะที่ทั่วโลกเผชิญอยู่ และเป็นปัญหาที่ร้ายแรงกว่าภาวะเงินฝืด

เพราะภาวะเงินฟุบ หรืออัตราเงินเฟ้อติดลบเรื่อยๆ ส่งผลให้การใช้จ่ายของคนลดลง เนื่องจากทุกคนมองว่าในอนาคตราคาสินค้าจะลดลงเรื่อยๆ จึงยังไม่ตัดสินใจซื้อในปัจจุบัน ภาวะแบบนี้สะท้อนให้เห็นว่า การที่อัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจแทบตาย สุดท้ายส่งผลต่อเศรษฐกิจน้อยมาก แถมยังทำให้เกิดสงครามค่าเงินตามมา

ในมุมมองของศุภชัย เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันยังคงอยู่ในภาวะตกต่ำต่อเนื่อง แม้ประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น ดำเนินมาตรการการอัดฉีดเงินเข้าระบบ (คิวอี) แต่ก็ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ เศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ยแค่ 2.5-3% ต่อเนื่องมาหลายปี และเป็นการขับเคลื่อนจากประเทศในเอเชียเป็นหลัก คือ จีน อินเดีย และประเทศกำลังพัฒนาที่โตปีละ 5-6%

หากพิจารณาดูจากตัวเลขต่างๆ จะเห็นว่า ประเทศไทยเราเองก็กำลังเสี่ยงรอบด้านทั้งภาวะเศรษฐกิจฟุบและเงินฝืดเช่นกัน 

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย สายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่ากำลังสุ่มเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเงินฝืด หรือภาวะชะงักงันไม่มีการใช้จ่าย เพราะตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานยังไม่ได้ติดลบ

แต่ความเสี่ยงเงินฝืดกำลังเป็นภาวะที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ใช่แค่ที่ไทยเพียงประเทศเดียว เพราะแม้ราคาน้ำมันจะถูกลงมา แต่คนส่วนใหญ่กังวลว่าเศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัว สะท้อนจากตัวเลขการผลิตและส่งออกที่ไม่ดี ทำให้ไม่กล้าใช้เงินกัน หรือใช้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น แม้แต่ในสหรัฐที่ปกติคนจะบริโภคกันมาก แต่ปัจจุบันกลับพบสัญญาณการออมมากขึ้นแทนทั้งที่ดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งเราเริ่มพบสัญญาณนี้แล้วในไทยเหมือนกัน ดอกเบี้ยลดลงแต่คนกลับยังนำเงินมาออม สะท้อนความกังวลที่คนยังไม่เชื่อมั่นกับภาวะเศรษฐกิจเท่าไหร่นัก

“ตอนนี้ไม่ได้มีใครหวังเรื่องครึ่งปีแรกเท่าไหร่แล้ว เรามองกันถึงครึ่งปีหลังที่น่าจะมีสัญญาณการฟื้นตัวไปตามการเบิกจ่ายของรัฐบาล เพียงแต่ว่า หากเข้าสู่ไตรมาส 3 ที่ราคาน้ำมันสะท้อนถึงภาวะสมดุลมากขึ้นจากการเปรียบเทียบฐานราคาของปีที่แล้วที่ราคาน้ำมันเริ่มดิ่งลงในไตรมาส 3 แต่หากอัตราเงินเฟ้อยังไม่ปรับตัวดีขึ้น ก็จะเป็นสัญญาณลบที่สะท้อนถึงการจับจ่ายใช้สอย การบริโภคภายในประเทศที่น่าเป็นห่วงจริงๆ” อมรเทพ กล่าว

สำหรับผลพวงจากภาวะเงินฟุบที่อาจนำไปสู่สงครามค่าเงินตามมานั้น หลักๆ จะมาจากการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางในแต่ละประเทศ เพื่อกระตุ้นภาวะเงินเฟ้อ หรือหลีกเลี่ยงภาวะเงินฝืด
ในประเทศตัวเอง แต่การลดดอกเบี้ยเพื่อหนุนเงินเฟ้อในแง่หนึ่งก็เป็นเพียงข้ออ้าง เพราะจุดมุ่งหมายหลักคือ การลดค่าเงินและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เนื่องจากส่วนใหญ่ประเทศเหล่านี้ล้วนเป็นประเทศผู้ส่งออก 

ด้าน เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า แม้ภาวะเงินเฟ้อเดือน มี.ค. ที่ปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 3 ในทางเทคนิคยังไม่ถือว่าเข้าสู่ภาวะเงินฝืด เนื่องจากดัชนีเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ยังไม่ได้ติดลบเหมือนดัชนีเงินเฟ้อทั่วไป (Head Inflation) ประกอบกับยังมีการจับจ่ายใช้สอยอยู่บ้างจากตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งโดยปกติแล้วภาวะเงินฝืดมักเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจรัดเข็มขัด ประชาชนไม่จับจ่ายใช้สอย หรือคิดว่าเก็บเงินไว้กับตัวดีกว่านำไปซื้อของไปลงทุน ซึ่งภาวะของไทยยังไม่ถึงขนาดนั้น จึงยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะเงินฝืดอย่างที่กังวล 

อย่างไรก็ตาม หากอัตราเงินเฟ้อยังติดลบต่อเนื่องแม้เข้าสู่ไตรมาส 3 ที่ราคาน้ำมันปรับฐานสมดุลขึ้นจากปีที่แล้ว ก็อาจสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วง เพราะหมายถึงกำลังซื้อไม่ได้เพิ่มขึ้นมากพอตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง สะท้อนว่าเศรษฐกิจไม่ได้ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งขึ้นจริง แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูรายละเอียดอื่นๆ ด้วย ปัจจุบันการบริโภคยังพอไปได้อยู่ และรัฐบาลก็ดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจไปหลายด้านแล้ว แต่อาจติดอยู่บ้างเรื่องหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงถึง 85.9% ของจีดีพี ซึ่งสูงกว่าที่ศูนย์วิจัยฯ คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ไม่เกิน 85-85.5% เนื่องจากภาวะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ฉุดกำลังซื้อในภาคชนบทลงมา

ขณะที่ธนาคารมอร์แกน สแตนเลย์ ได้ส่งข้อมูลเชิงวิเคราะห์ตอนหนึ่งถึงลูกค้าว่า หากแรงกดดันเงินฝืดที่คืบคลานเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน ทั้งไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย ตั้งแต่เมื่อประมาณ 4 เดือนก่อนเริ่มขยายตัวขึ้น ก็จะเป็นบททดสอบสำคัญต่อความสามารถของลูกหนี้ในการชำระหนี้คืนไปด้วย เพราะระดับราคาที่ลดลงจะกัดกร่อนรายได้ของภาคธุรกิจ กดดันให้ภาคธุรกิจต้องลดค่าแรงลง ซึ่งจะเป็นชนวนสำคัญไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะงักงันลง โดยยกตัวอย่างของญี่ปุ่น ที่ภาวะเงินฝืดส่งผลให้ต้นทุนการชำระหนี้สูงขึ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงปรับตัวเพิ่มขึ้น และทำให้การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) อ่อนแอลงตามในที่สุดด้วย

อดีตเลขาธิการอังค์ถัด มองว่า โจทย์ในการแก้ไขเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ก็คือ จะทำอย่างไรให้เกิดการลงทุนในภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง ซึ่งถ้าภาคเอกชนบอกว่ามีปัญหาติดขัด ก็ต้องสะท้อนให้รัฐบาลทราบปัญหาที่แท้จริง เพื่อร่วมมือในการแก้ปัญหา สอดคล้องกับที่นักเศรษฐศาสตร์ต่างเห็นว่า การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล คือปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและฟื้นความเชื่อมั่น นำไปสู่การลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชนตามมา

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม