
เอเชียงัดแผนกระตุ้น สู้เฟ้อต่ำสกัดศก.ฟุบ
ทยอยออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง สำหรับสารพัดรายงานความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศทั่วโลกในช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ทยอยออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง สำหรับสารพัดรายงานความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศทั่วโลกในช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โดยนอกจากจะบ่งบอกสภาพการณ์ความเป็นไปของเศรษฐกิจแล้ว ตัวเลขดังกล่าวยังถือเป็นตัวบ่งชี้ทิศทางการขยายตัวเติบโตของช่วงเวลาอีก 9 เดือนที่เหลือของปี 2015 นี้ได้เป็นอย่างดี
ขณะเดียวกัน รายงานข้างต้นยังได้แสดงให้เห็นสภาวการณ์เศรษฐกิจในหลายภูมิภาคทั่วโลกว่ายังไม่ฟื้นคืนได้อย่างแข็งแกร่ง แถมยังทำให้มองเห็นอีกว่า ภูมิภาคที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเคยได้รับความคาดหวังให้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก
นอกจากนี้ ความวิตกข้างต้นได้ส่งผลให้ผู้เชี่ยวชาญและเหล่านักเศรษฐศาสตร์พร้อมใจออกโรงแนะนำแกมเตือนให้รัฐบาลในเอเชียเร่งอนุมัติงัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ออกมาใช้มากขึ้น
นัยว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจที่กำลังอยู่ในภาวะอ่อนแอทรุดลงไปจนเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือเผชิญกับวิกฤตเงินฝืด ซึ่งยากต่อการจัดการแก้ไข
ทั้งนี้ ผลสำรวจบริษัทเอกชนหลายแห่งในเอเชียในเดือน มี.ค. พบว่ามีผลการดำเนินงานที่ไม่ค่อยสู้ดีสักเท่าไรนัก
แถมการดำเนินงานของบริษัทที่อ่อนแอครั้งนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่สู้ดีนัก คือ ไม่เอื้อต่อการเติบโต โดยเฉพาะประเด็นเรื่องปริมาณความต้องการบริโภคสินค้าของผู้บริโภคทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศที่อยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด ที่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งจะคาดการณ์ว่ารัฐบาลของชาติในเอเชียน่าจะต้องหาหนทางกระตุ้นเศรษฐกิจให้มากขึ้นเพื่อให้มีการขยายตัวเติบโต
แน่นอนว่าเมื่อเอ่ยถึงเศรษฐกิจของเอเชีย ประเทศแรกและประเทศหลักที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้ก็คือ จีน
แม้สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเปิดเผยตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ ตัวชี้วัดการเติบโตของภาคการผลิตจีนในเดือน มี.ค. ว่าเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าจาก 49.9 จุด มาอยู่ที่ 501.1 จุด แต่ข้อมูลจากธนาคารเอชเอสบีซี ซึ่งมุ่งให้ความสำคัญกับภาคเอกชนขนาดกลางและขนาดเล็ก กลับพบว่ากิจกรรมของอุตสาหกรรมการผลิตกลับหดตัวลงจาก 2 เดือนก่อนนี้ที่เพิ่งจะขยับปรับขึ้นทีละน้อย
เท่านั้นไม่พอ ผลสำรวจภาคการผลิตและภาคบริการจีนในช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาของอีก 3 สำนัก ยังแสดงให้เห็นความอ่อนแอของเศรษฐกิจจีนจนเสี่ยงทำให้ยักษ์ใหญ่หมายเลขสองของเศรษฐกิจโลกแห่งนี้ พลาดเป้าการเติบโตในปี 2015 ที่ตั้งไว้ที่ 7% ได้โดยง่าย
ฉู่หงบิน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีนประจำเอชเอสบีซี แสดงความเห็นผ่านสำนักข่าวรอยเตอร์ส ว่า นโยบายของรัฐบาลจีนที่นำมาใช้เมื่อไม่นานมานี้ เช่น การผ่อนคลายกฎสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ถือเป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่าความวิตกที่รัฐบาลจีนมีต่อสถานการณ์อ่อนแอทางเศรษฐกิจเริ่มมีมากขึ้น จนทำให้เชื่อได้ว่ารัฐบาลจีนน่าจะผลักดันมาตรการกระตุ้นออกมาอีก
ความเห็นข้างต้นของหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีนแห่งเอชเอสบีซี ยังสอดคล้องกับความเห็นของนักวิเคราะห์อีกหลายสำนักที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หากตัวเลขข้อมูลกิจกรรมความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจของจีนประจำเดือน มี.ค. ที่จะมีการเปิดเผยในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า ยังคงสะท้อนถึงความอ่อนแอ และต่ำกว่าการคาดการณ์ที่รัฐบาลจีนตั้งไว้ รัฐบาลจีนและธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ย่อมมีแนวโน้มปล่อยมาตรการผ่อนคลายเพิ่มเติมออกมาอีก
ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่จีนเท่านั้นที่มีแนวโน้มต้องเร่งเครื่องกระตุ้นขนานใหญ่ ญี่ปุ่นซึ่งกำลังกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ตามด้วยการปฏิรูปตามแนวทางนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ (อาเบะโนมิกส์) ก็ยังไม่วายได้รับคำเตือนให้หามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมเช่นกัน
โคโสะ นามาโมโตะ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายการเงินแห่งพรรคเสรีประชาธิปไตย กล่าวว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) น่าจะต้องใช้นโยบายผ่อนคลายเพิ่มเติม หลังตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายตัวบ่งชี้ว่าญี่ปุ่นยังคงเสี่ยงต่อภาวะเงินฝืด
หนึ่งในหลักฐานยืนยันก็คือตัวเลขกิจกรรมการผลิตญี่ปุ่นในเดือน มี.ค. ที่ขยายตัวชะลอจากเดือน ก.พ.ก่อนหน้า โดยการขยายตัวช้าลงนี้นอกจากจะเป็นผลจากปริมาณความต้องการบริโภคในตลาดโลกที่ลดลงแล้ว อีกส่วนหนึ่งยังมาจากคำสั่งซื้อภายในประเทศที่หดตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 1 ปี ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่น่าวิตกอย่างยิ่งว่าเศรษฐกิจแดนปลาดิบแห่งนี้อาจสูญเสียกำลังการฟื้นตัวก็เป็นไปได้
ยิ่งเมื่อผลสำรวจของบีโอเจพบว่าบรรดาบริษัทเอกชนขนาดใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น ต่างกำลังวางแผนตัดลดแผนการลงทุนใช้จ่ายของตัวเอง เพราะปริมาณความต้องการบริโภคหดตัวลง ก็ยิ่งเป็นเสมือนสัญญาณเตือนให้บีโอเจต้องหามาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมออกมา
นอกจาก 2 ชาติยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจแห่งเอเชียที่อยู่ในสภาวะไม่สู้ดีแล้ว รายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจอีกหลายประเทศในภูมิภาคก็ตกอยู่ในสภาวะซบเซาเซื่องซึมไม่ต่างกันเช่นเดียวกัน
เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานการส่งออกของเกาหลีใต้ในเดือน มี.ค. ปรับตัวลดลงมากที่สุดในรอบ 2 ปี ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 16 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 1999
ด้านผลสำรวจของเอชเอสบีซี และมาร์กิต พบว่ากิจกรรมในภาคอุตสาหกรรมการผลิตของอินโดนีเซีย ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) หดตัวลงต่อเนื่องกันเป็นเดือนที่ 6 แล้ว แถมตัวเลขของผลผลิตกับคำสั่งซื้อใหม่ยังปรับตัวลดลงในอัตราที่เร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์
เท่านั้นยังไม่พอ ปัจจัยจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวถูกลงอย่างมาก ซึ่งมาพร้อมกับปริมาณความต้องการบริโภคที่ลดลง ยังกลายเป็นชนวนหลักที่สั่นคลอนตัวเลขเงินเฟ้อของหลายประเทศในเอเชีย เพราะอาจนำไปสู่ภาวะเงินฝืดได้โดยง่าย
ขณะเดียวกัน ความหวังที่เศรษฐกิจสหรัฐซึ่งกำลังฟื้นตัวแข็งแกร่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียก็เริ่มริบหรี่ด้วยเช่นกัน
พอล กรูเอนวาล์ด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จากสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ แสดงความเห็นในเชิงยอมรับว่า ยังคงขาดหลักฐานที่จะบ่งชี้ได้ชัดเจนว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งรวมถึงการที่
ผู้บริโภคในสหรัฐมีการใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น ได้ส่งผลทางบวกถึงประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกโดยรวม
ยังไม่รวมถึงความเสี่ยงจากภาวะกระแสทุนไหลออกในกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขยับปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงปีนี้
เรียกได้ว่าเมื่อประมวลจากสถานการณ์ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจทั้งหมดในภูมิภาคเอเชีย ทำให้บรรดานักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สรุปว่าปัจจัยราคาน้ำมันถูกและแนวโน้มเงินเฟ้อต่ำจนเสี่ยงต่อภาวะเงินฝืดในช่วงที่ผ่านมา กลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ธนาคารกลางหลายชาติในเอเชียต้องผลักดันนโยบายผ่อนคลายออกมาใช้อย่างต่อเนื่อง
เห็นได้จากธนาคารกลางอินเดียที่ประกาศตัดลดอัตราดอกเบี้ยแล้ว 2 ครั้งในปีนี้ เช่นเดียวกันกับที่ธนาคารกลางจีน สิงคโปร์ ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และไทย หันมาดำเนินการใช้แนวทางผ่อนคลายมากขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้
นอกจากนี้ จากการเฝ้าสังเกตติดตามความเคลื่อนไหวของบรรดาประเทศต่างๆ ในเอเชียอย่างต่อเนื่อง เหล่าผู้เชี่ยวชาญจากสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ยังพบอีกว่าธนาคารกลางของหลายประเทศ โดยเฉพาะจีนและ 10 ชาติสมาชิกอาเซียน ยังคงมีที่ว่างมากพอที่จะใช้มาตรการผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้มากขึ้น
ทั้งนี้ ด้วยปริมาณความต้องการบริโภคของผู้บริโภคภายในประเทศที่ค่อนข้างอ่อนแอ ท่ามกลางสถานการณ์เงินเฟ้อโตต่ำ และการฟื้นตัวของสหรัฐกับแผนคิวอีของยุโรป ไม่อาจพึ่งพาคาดหวังได้เต็มร้อย บรรดานานาประเทศในเอเชียย่อมจำเป็นต้องเร่งเครื่องกระตุ้นเศรษฐกิจให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันแน่นอน
ดังนั้น นับต่อจากนี้ทั่วโลกมีแนวโน้มจะได้เห็นแผนผ่อนคลายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่จากรัฐบาลหลายชาติในเอเชียอีกหลายระลอก







