
ปิดทีวีแดง เติมเชื้อรุนแรง
เป็นไปตามคาดกับมติคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.)
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เป็นไปตามคาดกับมติคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ให้พักใช้ใบอนุญาตการออกอากาศช่องรายการ TV24 และ PeaceTV เป็นเวลา 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่ง พร้อมกับมีหนังสือแจ้งผู้ให้บริการโครงข่ายทีวีดาวเทียม (ไทยคม) เพื่อระงับการออกอากาศ
เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในมาตรการป้องปรามให้บรรดาทีมงานคนเสื้อแดง และพลพรรคเพื่อไทย ระมัดระวังคำพูดในการสื่อสารผ่านสถานีโทรทัศน์ทั้งสองช่องมากขึ้น หลังจากที่ดีกรีความรุนแรงในการจัดรายการจะเพิ่มขึ้นเรืื่อยๆ ระยะหลัง
แม้ก่อนหน้านี้จะมีการเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาปรับทัศนคติ ทำความเข้าใจ สลับกับการส่งสัญญาณเตือนและสัญญาณขู่หลายรอบ แต่ยังไม่อาจฉุดรั้งความร้อนแรงของเนื้อหาในรายการได้ จนนำมาสู่การลงดาบครั้งนี้
ในแง่มุมมองของผู้มีอำนาจหากปล่อยให้มีรายการที่ปลุกปั่น ยั่วยุ คอยเป็นหอกข้างแคร่ ย่อมบั่นทอนความมั่นคงมากขึ้นเรื่อยๆ ทางออกด้วยการเลือกตัดไฟแต่
ต้นลมย่อมอาจเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสกัดไม่ให้ทุกอย่างบานปลายจนคุมไม่อยู่
หากพิจารณาตามตัวบทกฎหมาย ไปจนถึงประกาศ คสช. กสท.ย่อมมีอำนาจที่จะระงับการออกอากาศชั่วคราว โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์ไม่ปกติ แถมยังอยู่ในช่วงประกาศกฎอัยการศึก เนื้อหาที่เข้าข่ายให้ข้อมูลข่าวสารยั่วยุ ปลุกปั่น ย่อมขัดต่อประกาศ คสช.ฉบับ 97 และ 103/ 2557
แต่แน่นอนว่าการเลือกเดินทางนี้ย่อมต้องมีผลกระทบตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะปฏิกิริยาโต้กลับจาก “เสื้อแดง” ที่ออกมาตีโพยตีพายว่าเป็นฝ่ายถูกไล่บี้อย่างหนัก
“อย่าว่าแต่พูดเลย แค่สวดมนต์ก็ผิด ดังนั้นอยากทำอะไรก็เชิญ ที่ผ่านมาทุกฝ่ายวิพากษ์การเมืองได้หมด ทั้งรัฐบาล กรรมาธิการฯ พรรคการเมือง หรือแม้แต่ กปปส. แต่ นปช.กลับถูกโดนเพียงฝ่ายเดียว โดยกล่าวหาว่าเรานำเสนอข่าวเพียงด้านเดียว สร้างความแตกแยก ไม่เป็นไร เราเป็นนักกีฬา ยอมรับอยู่แล้ว” จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.กล่าว
ปัญหาดูจะหนักขึ้นเพราะประการแรก เรื่องนี้ถูกมองว่าเป็นการ “เลือกปฏิบัติ” เพราะต้องยอมรับว่า ในบรรดาโทรทัศน์หลายๆ ช่องที่จัดว่าเป็นทีวีมีสี หรือโยงใยถึงกลุ่มการเมือง พรรคการเมือง ล้วนแต่มีเนื้อหาที่รุนแรงมากบ้างน้อยบ้าง มีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล และสถานการณ์การเมืองด้วยน้ำหนักที่แตกต่างกันไป
แต่เมื่อสุดท้ายผลลัพธ์ออกมาด้วยการตัดสินใจปิดทีวีแดงเพียงฝั่งเดียว จึงต้องถูกถล่มว่าไม่เป็นธรรม และเลือกเอาผิดเฉพาะฝั่งเสื้อแดงซึ่งเป็นกลุ่มขั้วอำนาจเก่า แถมเป็นโจทก์คนสำคัญของคณะรัฐประหาร
สอดรับกับเหตุการณ์หลายเรื่องก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เหตุระเบิดป่วนเมืองที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส จนถึงศาลอาญา ที่ต่อมาจากการสืบสวนพบว่าเชื่อมโยงไปถึงกระบวนการคนเสื้อแดงทั้งในและต่างประเทศ
ก่อนจะมีเสียงสะท้อนจากกลุ่มเสื้อแดงว่าเป็นการกลั่นแกล้ง ที่ถูกเชื่อมโยงว่าเกิดขึ้นหลังจากแกนนำเสื้อแดงออกมาข่มขู่ว่าหาก สนช.ถอดถอน อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกจากตำแหน่ง จะนำมาสู่ความรุนแรง
การเลือกปิดทีวีแดงจึงกำลังถูกปลุกกระแสว่าเป็นการเลือกปฏิบัติที่จงใจไล่บี้คนเสื้อแดง และไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นไร ย่อมสร้างความไม่พอใจให้กับคนเสื้อแดง
แถมครั้งนี้ สุภิญญา กลางณรงค์ หนึ่งในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และเป็นเสียงข้างน้อย ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการปิดทีวีแดง ออกมาทวีตข้อความระบุว่า
“รายการดังกล่าวของ 2 ช่อง เป็นการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์การเมือง แม้เลือกข้าง แต่ยังไม่ถึงขั้นปลุกปั่น อีกทั้งถ้าบางรายการของช่อง TV24 และ PeaceTV มีปัญหาสุ่มเสี่ยง แต่การให้พักใช้ใบอนุญาตทั้งสถานี อาจเข้าข่ายลงโทษเกินกว่าเหตุได้ มากไปกว่านั้นดิฉันเห็นว่า กสท.ควรพิจารณาความผิดบนฐานกฎกติกาของ กสทช.เองก่อนจะใช้คำสั่ง หรืออิงประกาศ คสช.”
อีกทั้งการลงโทษผู้รับใบอนุญาตควรเป็นไปตามลำดับขั้นตอน เช่น เตือน ปรับ พักใช้ เพิกถอน เหมือนกรณีความผิดอื่นๆ ไม่ใช่การเมืองแล้วใช้โทษทางลัด
ท่าทีเช่นนี้ย่อมสะท้อนให้เห็นว่ากลไกการปิดทีวีแดงรอบนี้ แม้จะเป็นเพียงแค่ชั่วคราว 7 วัน แต่ก็มีความไม่ปกติเกิดขึ้น ที่สำคัญนี่ย่อมเป็นเชื้อความไม่พอใจที่จะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะก่อนหน้านี้ทั้งช่องเอเชียอัพเดท และ DNN ได้เคยถูกปิดมาแล้ว
สถานการณ์เช่นนี้ ท่ามกลางกฎอัยการศึกท่ี่ควบคุมการเคลื่อนไหวต่างๆ ทำให้กลุ่มเสื้อแดงไม่อาจออกมาเคลื่อนไหวแสดงความไม่พอใจอะไรได้มากมาย และแม้จะยกเลิกกฎอัยการศึก แต่ยังมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 44 ที่ให้อำนาจไม่ต่างจากกฎอัยการศึก
การปิดทีวีแดงรอบนี้ถึงจะสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มเสื้อแดง แต่คงเป็นเรื่องยากที่เสื้อแดงจะออกมาเคลื่อนไหว สร้างความปั่นป่วนอะไรได้มากมาย ทำได้มากสุดก็แค่ส่งเสียงแสดงความไม่พอใจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นี่ย่อมถือเป็นการเติมเชื้อความขัดแย้งที่จะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ รอวันที่จะปะทุ ไม่ช้าก็เร็ว







