
ปฏิรูปกับปรองดองเป้นคนละเรื่อง
....นพ.ประเวศ วะสี
สัปดาห์ที่ผ่านมามีความสับสนเกี่ยวกับปรองดองและปฏิรูป โดยที่คิดว่าอยู่ในเรื่องเดียวกัน ดังที่มีนักข่าวถามว่า
“ถ้าปรองดองไม่สำเร็จจะปฏิรูปได้อย่างไร” ถ้าแยกเรื่องปรองดองกับการปฏิรูปออกจากกันก็จะมีความชัดเจนขึ้น ปรองดองเป็นเรื่องของอดีต แต่ปฏิรูปเป็นเรื่องของอนาคต เรามักคุ้นเคยกับคำว่าแก้ปัญหา การแก้ปัญหาทำได้ยาก และบ่อยๆ ครั้งการแก้ปัญหาทำให้ทะเลาะกันมากขึ้นเพราะปัญหามีที่มา และมีคนที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก การรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดีง่ายกว่า เพราะเป็นเรื่องอนาคต ยังไม่มีจำเลย ผู้รู้บางคนถึงกับกล่าวว่า “การพัฒนาไม่ใช่การแก้ปัญหา การพัฒนาคือการรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดี” ที่พูดนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่ควรคิดแก้ปัญหา แต่ไม่ควรหมกมุ่นกับการแก้ปัญหาเสียจนเคลื่อนไปสู่อนาคตไม่ได้การปรองดองกับการปฏิรูปเป็นคนละกระบวนการกัน การปฏิรูปไม่ได้ทำเรื่องปรองดอง แต่ถ้าปฏิรูปแล้วเกิดความเป็นธรรมก็เกิดการปรองดองตามมาเอง ส่วนการปฏิรูปที่คิดว่าใครเป็นเหยื่อใครนั้น ถ้าได้เข้าใจความเป็นมาและที่จะเป็นไป ก็คงจะลดความสับสนลงได้บ้าง
(1) การปฏิรูประบบสุขภาพดำเนินมาเกือบ 20 ปีแล้ว นักการสาธารณสุขที่เห็นความทุกข์ยากของประชาชนจากความจน ความเจ็บป่วยล้มตายโดยไม่จำเป็น และการเข้าไม่ถึงบริการ ได้หาทางแก้ไขด้วยประการต่างๆ แต่ทำได้ยากมาก เพราะปัญหาเชิงระบบ จึงคิดถึงการปฏิรูประบบสุขภาพ
การจะปฏิรูปอะไรต้องมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น แพทย์และบุคลากรสาธารณสุขมีความรู้ทางเทคนิค แต่ไม่มีความรู้เชิงระบบ จึงมีการตั้ง สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2535 เพื่อสร้างความรู้เชิงระบบ เพื่อเอาความรู้ไปปฏิรูประบบสุขภาพ สวรส. เป็นองค์กรอิสระองค์กรแรก มีความคล่องตัว และสามารถออกลูกองค์กรต่างๆ ได้ หลักของการปฏิรูปอย่างหนึ่งคือ เปลี่ยนจากระบบตั้งรับเป็นระบบรุก ตั้งรับ คือรอให้สุขภาพเสียเสียก่อน รุก คือรุกไปสร้างสุขภาพดี จึงมีการตั้ง สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) โดยออกกฎหมายเก็บภาษีเหล้าและบุหรี่มาเข้ากองทุนนี้ ซึ่งมีหน้าที่ไปเสริมสร้างสุขภาพดีในทุกพื้นที่และในทุกเรื่อง
คนยากคนจนไม่มีหลักประกันสุขภาพ จึงมีการออกกฎหมายตั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยที่นโยบายสาธารณะมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสังคมทุกส่วน การมีนโยบายที่ดีจึงเป็นเรื่องที่มีผลต่อสุขภาพอย่างมาก แต่นโยบายที่ดีเกิดขึ้นได้ยาก เพราะกระทบต่อผลประโยชน์ ต่อบางฝ่ายบางพวกที่มีอำนาจ จึงมีการออกกฎหมายตั้งคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ซึ่งมีภารกิจในการขับเคลื่อนให้เกิดนโยบายที่ดี
จึงมีองค์กรที่เรียกว่า ส. ต่างๆ คือ สวรส. สสส. สปสช. สช. เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติเป็นลำดับๆ มา กระนั้นก็ตามเป้าหมายที่จะทำให้เกิดสุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางปัญญาแก่ประชาชนทั้งมวลก็ยังเป็นเรื่องยาก เพราะ
(2) สุขภาพนั้นเกี่ยวข้องกับการพัฒนาคนและสังคมทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องมดหมอหยูกยาเท่านั้น เช่น ถ้าแก้ความยากจนและความอยุติธรรมในสังคมไม่ได้ สังคมจะเกิดสุขภาวะได้อย่างไร ถ้าสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ระบบการเกษตรไม่ดี ระบบการศึกษาไม่ดี ฯลฯ ล้วนกระทบต่อสุขภาพทั้งสิ้น ฉะนั้นคำว่าระบบสุขภาพจึงกินความกว้างขวางออกไปนอกขอบเขตของระบบสาธารณสุขมาก โปรดสังเกตคำว่าระบบสุขภาพมีขอบเขตกว้างขวางกว่าระบบการแพทย์และระบบสาธารณสุข อย่างในสถานการณ์ที่เรียกว่าวิกฤตสุดๆ นั้น ประชาชนจะมีสุขภาวะได้อย่างไร
(3) ปฏิรูปประเทศไทยเพื่อสุขภาวะคนไทย 10 เรื่อง ในสภาวะที่เรียกว่าวิกฤตสุดๆ นั้น คนไทยกลุ่มหนึ่งได้คาดการณ์ว่าสภาวะวิกฤตน่าจะดำเนินไปถึงจุดที่ไม่มีทางออก นอกจากปฏิรูปใหญ่ประเทศไทย หรือปฏิรูปทุกเรื่อง เพราะปฏิรูปเรื่องใดเรื่องหนึ่งเรื่องเดียว เช่น การปฏิรูปการเมืองคงจะไม่สำเร็จ จึงจัดให้มีการประชุมเรื่องปฏิรูปประเทศไทยเพื่อสุขภาวะคนไทย ทุก 2 สัปดาห์ เป็นเวลาปีครึ่งมาแล้ว โดยพิจารณาใน 10 เรื่องด้วยกัน คือ
(1) สร้างจิตสำนึกใหม่
(2) สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่
(3) สร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น
(4) สร้างระบบการศึกษาที่พาชาติออกจากวิกฤต
(5) ธรรมาภิบาลทางการเมืองการปกครอง ระบบความยุติธรรม และสันติภาพ
(6) ระบบสวัสดิการสังคมที่ถ้วนหน้า
(7) ดุลยภาพเพื่อพลังงานและสิ่งแวดล้อม
(8) ปฏิรูประบบสุขภาพ
(9) วิจัยยุทธศาสตร์ชาติ
(10) สร้างระบบการสื่อสารที่ดีที่ผสานการพัฒนาทั้งหมด
เรื่องเหล่านี้ยากๆ ทั้งสิ้น ต้องระดมคนมาใช้ความรู้ความคิดกันอย่างหนัก โดยคิดว่าเรื่องยากๆ อย่างนี้ถ้าไม่ช่วยกันทำแล้วใครจะทำ ฝ่ายการเมืองเขาคงทำไม่ได้ แต่ยามใดที่มีวิกฤตการณ์ทางการเมือง หน้าต่างแห่งโอกาสจะเปิดให้ทำเรื่องยากๆ ยามที่ฝ่ายการเมืองเข้มแข็งเขามักจะไม่สนองตอบต่อข้อเรียกร้องใดๆ จากภาคสังคม ยามเขาอ่อนแอเขาจะสนองตอบ เพราะฉะนั้นการปฏิรูปประเทศไทยไม่ใช่ความริเริ่มของฝ่ายการเมือง แต่เป็นการสนองตอบความริเริ่มที่ดำเนินการอยู่แล้วในสังคม และก็เป็นโอกาสที่ภาคสังคมจะขับเคลื่อนการปฏิรูป
(4) กระบวนการปฏิรูปโดยรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง กระบวนการปฏิรูปไม่ผูกติดกับรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง รัฐบาลก็เป็นอนิจจัง เปลี่ยนแปลงไปด้วยเหตุปัจจัย รัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งอาจให้ความสนใจมากบ้างน้อยบ้าง เช่น สวรส.เกิดในช่วงรัฐบาลอานันท์ เรื่องหลักประกันสุขภาพนั้น นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ กับคณะเริ่ม รัฐบาลทักษิณจับไปทำและได้เครดิตไป องค์กร ส. หลายองค์กรเกิดในช่วงรัฐบาลชวน กระบวนการปฏิรูปจึงเกี่ยวกับการเมือง แต่ไม่เล่นการเมืองแบบเป็นฝักเป็นฝ่าย ตามปกติเรื่องใหม่ดีๆ ฝ่ายค้านจะสนใจมากกว่ารัฐบาล เช่น คุณบรรหารเมื่อเป็นฝ่ายค้านได้นำเรื่องปฏิรูปการเมืองไปหาเสียง และเมื่อชนะการเลือกตั้งก็ทำตามสัญญาที่หาเสียงไว้ กระบวนการปฏิรูปเราจึงนึกถึงพรรคฝ่ายค้านด้วยเสมอ เพราะอาจกลับเป็นผู้ปฏิบัติเรื่องดีๆ ได้
(5) สังคมเข้มแข็งคือจุดลงตัว อำนาจรัฐก็ดี อำนาจเงินก็ดี ไม่มีทางทำให้ลงตัว แต่อาจทำให้แตกแยกมากขึ้น ต่อเมื่อใดสังคมเข้มแข็งนั่นแหละประเทศจึงจะลงตัวได้ ควรจะส่งเสริมให้มีการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำในทุกพื้นที่ ในทุกองค์กร และในทุกเรื่อง จนเกิดโครงสร้างสังคมทางราบ เป็นประชาสังคม ความเป็นประชาสังคมจะทำให้ทำทุกเรื่องที่ยากๆ ได้ อย่างขณะนี้มีเสียงเรียกร้องทั่วไปให้มีการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งคงจะคิดถึงมาตรการปฏิรูปการใช้ที่ดิน การจัดเก็บภาษีที่ทำให้ลดความเหลื่อมล้ำ การกระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น การเพิ่มอำนาจให้ประชาชน เช่น การมีองค์กรทางการเงินขนาดใหญ่ที่ประชาชนเป็นเจ้าของ เป็นต้น เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องยากๆ ทั้งนั้น ถ้าปราศจากการขับเคลื่อนทางสังคมบวกกับทางวิชาการก็คงทำให้สำเร็จไม่ได้
สังคมไทยไม่เคยเข้มแข็ง วิกฤตการณ์บ้านเมืองคราวนี้ถ้าได้สังคมเข้มแข็งขึ้นมาสักอย่าง ประเทศไทยก็น่าจะเปลี่ยน เพราะสังคมเข้มแข็งจะเป็นพลังที่ทำให้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เป็นไปได้







