
มังกรสยายปีก! เอไอไอบีเสริมอิทธิพล
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นสำหรับโครงการธนาคารเพื่อการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (เอไอไอบี) ซึ่งนำโดยจีน เพราะล่าสุดมีอย่างน้อย 40 ประเทศที่สนใจจะเข้าร่วมโครงการดังกล่าวแล้ว
ตัวเลขดังนี้ต้องถือว่าไม่ธรรมดาเพราะเท่ากับว่าเอไอไอบีมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า จากเดิมที่มีประเทศให้ความสนใจในการเป็นผู้ก่อตั้งเอไอไอบีเพียง 21 ประเทศเท่านั้น เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ขณะนี้ทุนก่อตั้งปรับตัวขึ้นไปถึง 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.2 ล้านล้านบาท) จากทุนริเริ่มซึ่งจีนออกให้ 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
(ราว 1.7 ล้านล้านบาท)
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวนับเป็นการตอกย้ำว่า แม้ขณะนี้เศรษฐกิจกำลังชะลอตัวลง แต่อิทธิพลบนโลกการเงินและเศรษฐกิจจีนกำลังขยายตัวอย่างน่าจับตาไม่น้อยทีเดียว
สื่อต่างชาติหลายสำนักต่างวิเคราะห์ตรงกันว่า เอไอไอบีกำลังได้รับการก่อตั้งขึ้นมาในฐานะเครื่องมือของจีนในการขยายอิทธิพลทางการเงินและเศรษฐกิจ แม้ทางการจีนจะปฏิเสธแล้วอ้างว่าเอไอไอบีเป็นกลไกหลักเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยังคงขาดแคลนในเอเชียก็ตาม
ยืนยันได้จากกรณีที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ของญี่ปุ่น จัดสรรเงินทุนไว้มากถึง 8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 256 ล้านล้านบาท) ระหว่างปี 2010 และ 2020 มีโครงการใช้จ่าย 68% ไปเพื่อการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ โดยจะใช้เพื่อการพัฒนาไฟฟ้า 51% การสร้างถนน 29% และการสร้างเครือข่ายสารสนเทศอีก 13%
ดังนั้น เอไอไอบีจึงถูกมองว่าเป็นคู่แข่งอิทธิพลของสถาบันการเงินระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เพื่อคานอิทธิพลกับธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ของสหรัฐ กับเอดีบี
เช่นเดียวกัน โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลายโครงการที่เป็นผลประโยชน์ของจีน อาทิ โครงการทางรถไฟเชื่อมต่อระหว่างมณฑลยูนนานของจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เอเชีย) โครงการท่าเรือในอินโดนีเซีย ปากีสถาน และศรีลังกา รวมถึงการพัฒนาเส้นทางสายไหมผ่านเอเชียกลางไปถึงยุโรป
แน่นอนว่า การสามารถควบคุมผลประโยชน์ของชาติด้วยตัวเองย่อมดีกว่าการปล่อยให้ผลประโยชน์ของชาติตกอยู่ในมือเอดีบี ซึ่งนับวันจีนกับญี่ปุ่นจะยิ่งมีความขัดแย้งกันมากขึ้น
นอกจากการตั้งเอไอไอบีจะมีความสำคัญในฐานะเครื่องมือที่จีนจะใช้ในการควบคุมผลประโยชน์แห่งชาติแล้ว กองทุนแห่งนี้ยังมีความสำคัญในฐานะการช่วยขยายอิทธิพลทางการเงินให้จีนอีกด้วย
เนื่องจากว่าโครงการเอไอไอบีจะทำให้จีนมีฐานะผู้มีส่วนร่วมในการควบคุมกองทุนที่มีเม็ดเงินอย่างน้อย 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ตามขนาดกองทุนของเอไอไอบี ณ ขณะนี้ ซึ่งแน่นอนว่าในฐานะที่จีนเป็นผู้ที่ลงทุนเม็ดเงินกองใหญ่ที่สุด จึงมีแนวโน้มที่จะมีอิทธิพลในการกำหนดทิศทางของกองทุนแห่งนี้มากที่สุดเช่นกัน
กรณีดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่น่าจับตาไม่น้อยทีเดียวว่าจีนจะใช้เอไอไอบีในการกดดันให้ประเทศลูกหนี้ดำเนินนโยบายตามความต้องการหรือไม่
ยกตัวอย่างกรณีที่สหรัฐใช้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) บีบให้ลูกหนี้บางรายต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจ อันเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับรับเงินช่วยเหลือ
ในทำนองเดียวกัน เอไอไอบียังช่วยผลักดันให้สกุลเงินหยวนขยายความสำคัญและการยอมรับจนก้าวขึ้นมาเป็นสกุลเงินหลักของโลก จนสามารถใช้เป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศได้ตามนโยบายของจีนอีกด้วย โดยก่อนหน้านี้จีนยอมรับว่าจะผลักดันการใช้สกุลเงินหยวนในเอไอไอบี รวมถึงเงินทุนสำหรับการสร้างเส้นทางสายไหม
มีความเป็นไปได้สูงทีเดียวที่เอไอไอบีอาจจะปล่อยกู้ในรูปของสกุลเงินหยวนแทนที่จะเป็นรูปแบบสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งหากความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นจริงก็จะทำให้มีการใช้สกุลเงินหยวนของจีนอย่างแพร่หลายมากขึ้น ในฐานะสื่อกลางการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับภูมิภาคเอเชียด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อีกจำนวนไม่น้อยที่อ้างว่าจะยังไม่มีการยอมรับเงินหยวนของจีนในระดับสากลในเร็ววันนี้ เนื่องจากทางการกรุงปักกิ่งยังคงควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนไว้ นอกจากนี้ตราบใดที่สกุลเงินเหรียญสหรัฐยังเป็นสกุลเงินสำหรับใช้ในการซื้อน้ำมันกับกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ก็ยังคงยากที่จะมีสกุลเงินใดก้าวขึ้นมามีความสำคัญทัดเทียมได้
ถึงกระนั้น ในขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าสัดส่วนการใช้สกุลเงินหยวนในการค้าระหว่างประเทศยังคงน้อยมากจนไม่สมดุลหากเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของจีนในฐานะประเทศเศรษฐกิจอันดับ 1 ของเอเชีย
เช่นเดียวกัน จีนยังพยายามสร้างศูนย์ชำระหนี้ด้วยเงินหยวนในศูนย์กลางการเงินของโลก เช่น ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ และนครแฟรงก์เฟิร์ตของเยอรมนี รวมถึงการตั้งโครงการธนาคารเพื่อการพัฒนาอย่างที่เห็นอยู่ปัจจุบันเช่นกัน
แน่นอนว่า เอไอไอบีก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือของจีนในการขยายอิทธิพลเช่นกัน และอาจเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในเวลานี้
ความสามารถในการดึงดูดจำนวนสมาชิกได้กว่า 40 ประเทศทั่วโลก รวมถึงพันธมิตรของสหรัฐ เช่น อังกฤษและเยอรมนี ให้มาเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้ง ก็สร้างความสั่นสะเทือนให้กับเจ้าอิทธิพลจากการเงินโลกอย่างสหรัฐ และเจ้าอิทธิพลทางการเงินในเอเชียอย่างญี่ปุ่นไม่น้อยทีเดียว
กรณีดังกล่าวพิสูจน์ได้จากทางการกรุงวอชิงตันเร่งออกโรงต่อต้านการเข้าเป็นสมาชิกเอไอไอบีของชาติพันธมิตรโดยทันทีและขอให้มีการทบทวนอีกครั้ง ส่วนญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่มีอิทธิพลในเอดีบีก็สงวนท่าทีในการเข้าร่วมกับเอไอไอบีท่ามกลางกระแสการแห่แหนเข้าร่วมเอไอไอบีกันอย่างร้อนแรง โดยระบุเพียงแต่ว่าจะเข้าร่วมหากเงื่อนไขของเอไอไอบีตรงตามที่ญี่ปุ่นต้องการ
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าเอไอไอบีมีข้อได้เปรียบที่เป็นมนต์เสน่ห์ดึงดูดชาติสมาชิกกว่าเวิลด์แบงก์และเอดีบีอยู่ไม่น้อยทีเดียว
ตามรายงานของวอลสตรีทเจอร์นัล ระบุว่า จีนเสนอว่าจะมีการทำสิทธิวีโต้สำหรับชาติสมาชิก ทำให้สมาชิกมีความเท่าเทียมกันในการลงคะแนนเสียง แม้ว่าในความเป็นจริงจีนดูเหมือนเป็นผู้มีอิทธิพลในเอไอไอบี เนื่องจากเป็นผู้ให้ทุนมากที่สุดก็ตาม
กรณีดังกล่าวนับว่าถูกใจบรรดาชาติในยุโรปอย่างยิ่งที่ไม่ค่อยพอใจสหรัฐ เพราะสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่มีสหรัฐเป็นผู้หนุนหลังอย่างไอเอ็มเอฟ สหรัฐจะถือสัดส่วนการลงทุนอย่างน้อย 20% เพื่อรักษาอำนาจในการตัดสินใจในไอเอ็มเอฟไว้
นอกจากนี้ เอไอไอบียังปราศจากกฎหยุมหยิมเล็กน้อย เช่น การไม่มีกฎห้ามลงทุนในโครงการที่ทำลายสิ่งแวดล้อม กรณีดังกล่าวทำให้อินเดียให้ความสนใจที่จะขอเงินกู้จากเอไอไอบีในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน แทนที่การขอกู้จากเอดีบีที่เข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อม
ดังนั้น เอไอไอบีจึงกำลังก้าวขึ้นมาเป็นสถาบันทางการเงินที่มีบทบาททัดเทียมกับเอดีบีและเวิลด์แบงก์อย่างแน่นอน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นย่อมหมายถึงอิทธิพลของจีนที่จะขยายตามไปด้วย







