
ชาวริมน้ำโอด กทม.ไม่แจ้งรื้อบ้านรุกคลอง
การจัดระเบียบคลองเป็นเรื่องดีและเป็นสิ่งที่น่าสนับสนุน แต่ต้องเป็นไปอย่างละมุนละม่อมและต้องรับฟังเสียงของชาวบ้าน
โดย...นิติพันธุ์ สุขอรุณ
กรุงเทพมหานคร (กทม.) เดินหน้าก่อสร้างเขื่อนป้องกันปัญหาน้ำท่วม ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำมาซึ่งการรื้อบ้านเรือนรุกล้ำริมคลอง 9 แห่ง โดยเริ่มที่ “คลองลาดพร้าว” เป็นลำดับแรก
อมร กิจเชวงกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (รองผู้ว่าฯ กทม.) อธิบายว่า แผนการก่อสร้างเขื่อนทั้งสองฝั่งตลอดแนวคลองระยะทาง 24 กิโลเมตร ขนาดความกว้างคลองที่ 38 เมตร เริ่มตั้งแต่รังสิตตอนใต้ลงมาถึงคลองแสนแสบไปจนออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะทำให้สามารถระบายน้ำได้ดีกว่าอุโมงค์ยักษ์ถึง 7 เท่า หรือระบายน้ำได้ประมาณ 300 ลูกบาศก์เมตร/วินาที แก้ปัญหาน้ำท่วมบนผิวจราจรและป้องกันอุทกภัยครั้งใหญ่ได้
แน่นอนว่ารัฐบาลพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว จึงอนุมัติงบประมาณจำนวน 2,400 ล้านบาท สำหรับดำเนินโครงการ ส่วนตัวยืนยันว่า การปรับปรุงคลองไม่มีการเวนคืนที่ดินจากบ้านเรือนที่มีโฉนดที่ดินชัดเจนแน่นอน แต่หากบ้านเรือนใดรุกล้ำจะต้องรื้อถอนทันที เพราะการอ้างว่าอยู่มานานเป็นเรื่องไม่สมควร ประชาชนทุกคนต้องเคารพกฎหมาย
สำหรับคลองจำนวน 9 แห่ง ที่ต้องถูกดำเนินการ ประกอบด้วย 1.คลองเปรมประชากร 2.คลองบางเขน 3.คลองสามวา 4.คลองลาดบัวขาว 5.คลองพระยาราชมนตรี 6.คลองบางซื่อ 7.คลองประเวศบุรีรมย์ 8.คลองพระโขนง 9.คลองลาดพร้าว
กังวาฬ ดีสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กทม. บอกว่า จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างตามโครงการได้ภายในเดือน พ.ค.นี้ และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 4 ปี ส่วนแนวทางการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการถูกรื้อที่อยู่อาศัยรุกล้ำลำคลอง ขณะนี้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รับหน้าที่จัดหาที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชน ซึ่งทันทีที่ คสช.พิจารณาอนุมัติงบประมาณ ก็ได้มีการตระเวนสำรวจขอซื้อที่ดิน เพื่อจัดสรรที่อยู่อาศัยใหม่แล้ว
อย่างไรก็ดี จากการสำรวจจำนวนบ้านเรือนและจำนวนประชาชนที่อาศัยในชุมชน พบว่า เส้นทางของคลองลาดพร้าวไหลผ่านพื้นที่ 8 เขต ได้แก่ เขตห้วยขวางมีบ้านเรือนรุกล้ำ 792 หลัง เขตจตุจักร 1,063 หลัง เขตหลักสี่ 818 หลัง เขตดอนเมือง 279 หลัง เขตสายไหม 1,383 หลัง เขตลาดพร้าว 25 หลัง เขตวังทองหลาง 29 หลัง และเขตบางเขน รวมบ้านรุกล้ำทั้งหมดจำนวนกว่า 3,000 หลังคาเรือน มีประชาชนจำนวนกว่า 1.3 หมื่นคน
“ถือเป็นความกล้าหาญของรัฐบาลชุดนี้ที่กล้าตัดสินใจในการแก้ปัญหารุกล้ำคลอง ซึ่งที่ผ่านมาหลายรัฐบาลไม่มีความชัดเจน ปล่อยให้เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน ซึ่งคลองต่างๆ ถือเป็นพื้นที่สาธารณะ หากมีบ้านเรือนรุกล้ำสร้างสิ่งปลูกสร้างในคลอง ทาง กทม.ต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายในข้อหาบุกรุกพื้นที่สาธารณะ” กังวาฬ กล่าว
ศุภชาติ ช้างมรกต ผู้ใหญ่บ้านชุมชนบึงพระราม 9 กล่าวว่า หน่วยงานราชการไม่มีการแจ้งเตือนมาก่อนว่าชุมชนต้องย้ายออกจากพื้นที่ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหากับผู้คนในชุมชน เพราะไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจ หลายครอบครัวมีปัญหาเรื่องบุตรหลานต้องย้ายโรงเรียน ย้ายที่อยู่อาศัย พ่อแม่ที่ต้องทำงานจะตกงาน เริ่มต้นชีวิตใหม่โดยไม่พร้อม ซึ่งภาครัฐควรเข้ามารับฟังความคิดเห็นพร้อมกับแก้ปัญหาร่วมกัน ไม่ควรทำเหมือนไม่ให้ความสำคัญกับชาวบ้าน
“ชาวบ้านเห็นด้วยที่จะให้มีการปรับปรุงลำคลอง แต่ไม่เห็นด้วยที่ไม่มีการมาหารือกันก่อน เราอยู่ที่นี่มานานตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ซึ่งคนในชุมชนอยากอยู่ที่เดิม” ผู้ใหญ่บ้านรายเดียวกันนี้กล่าวชัด
สวัลลักษณ์ กปิตถา ณ อยุธยา ประธานชุมชนคลองบางเขน กล่าวว่า โครงการไล่รื้อมีมาหลายครั้ง แต่ที่ผ่านมาไม่ว่ารัฐบาลใดก็ไม่มีใครเอาจริง ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าคำสั่งไม่ได้สำคัญอะไร โดยลักษณะของชุมชนคลองบางเขนทั้ง 52 หลังคาเรือน 60 ครอบครัว จะต้องรื้อถอนออกทั้งหมด ไม่เหลือพื้นที่ให้ขยับอีก
ทุกวันนี้ขนาดพื้นที่ตัวบ้าน 3x7 ตารางเมตร แต่ชาวบ้านไม่ต้องการออกจากพื้นที่ ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องสร้างเขื่อนไปพร้อมกับสร้างบ้านคืนให้ชาวบ้านเช่นเดิม เพราะไม่อยากย้ายไปอยู่แบบโครงการเอื้ออาทร ซึ่งประสบความล้มเหลว มีปัญหาธนาคารยึด หรือคนในโครงการฉวยโอกาสยึดกันเอง หากเป็นเช่นนั้นอีกประชาชนจะทำอย่างไร
“ชาวบ้านปักหลักกันตรงนี้จะให้เราไปไหน คนในชุมชนหาเช้ากินค่ำ ถ้าต้องไปหางานใหม่ ในขณะที่ค่าครองชีพสูง เงินค่าใช้จ่ายไม่พอสุดท้ายบ้านก็จะถูกยึด ยอมรับว่าชุมชนริมคลองถูกประณามอยู่ตลอดเวลาว่าทำน้ำเสีย น้ำท่วมเพราะชุมชน แต่ไม่เคยรู้เลยว่าเรื่องเหล่านี้เกิดจาก กทม.เอง เพราะโรงบำบัดน้ำของ กทม.ปล่อยน้ำเสียลงคลองเอง ทำไมไม่จัดระเบียบตัวเองก่อน โยนความเลวมาให้ชุมชนทั้งหมด เราลำบากก็ไม่เคยเรียกร้องโวยวายอะไร และตลอดมาชุมชนก็ช่วยดูแลคลอง ไม่ได้อยู่อย่างไร้คุณค่า ดังนั้น การจะไล่ชุมชนต้องคุยกันยาว” สวัลลักษณ์ กล่าว
ประธานชุมชนคลองบางเขน เชื่อว่าการรื้อถอนคลองบางเขนคาดว่าทำได้ยาก เนื่องจากมีผู้หาผลประโยชน์จากการปล่อยบ้านเช่า ขายน้ำ ขายไฟ ดังนั้นคำสั่งรื้อถอนจะทำให้กลุ่มคนพวกนี้ขัดขวางไม่ยอมรับ แม้ที่สุดแล้วหากกระทรวงพัฒนาสังคมฯ จะหาสถานที่อยู่ใหม่ให้กับชาวชุมชนได้ ซึ่งทุกคนรู้ดีกว่าการปรับปรุงคลองเป็นเรื่องดีก็ตาม
สมศรี เกิดสาย ประธานชุมชนก้าวหน้าคลองบางบัว สะท้อนข้อเรียกร้องของชาวบ้านว่าต้องการต่อรองกับรัฐบาล เพื่อให้สามารถอยู่ในพื้นที่ได้ต่อไป แม้จะเห็นด้วยกับการจัดระเบียบริมคลอง เพื่อให้เกิดความสวยงามสะอาด ถ้าหากบ้านหลังใดรุกล้ำลงไปในคลองก็จะยอมคืนให้ แต่จะไม่ยอมย้ายออกแน่นอน เพราะชุมชนแห่งนี้มีทั้งสิ้น 296 หลังคาเรือน 1,400 ครอบครัว การย้ายออกจะเกิดปัญหาอย่างมาก
การจัดระเบียบคลองเป็นเรื่องดีและเป็นสิ่งที่น่าสนับสนุน แต่ต้องเป็นไปอย่างละมุนละม่อมและต้องรับฟังเสียงของชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ เพราะมีจำนวนถึง 1.3 หมื่นคน







