
สร้างแบบอย่างที่ดี หยุดยั้งสิ่งที่เลวร้าย
ผมเข้าใจว่าการปฏิรูปประเทศของ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” (คสช.) และ “รัฐบาล” ที่มาจากการรัฐประหารยึดอำนาจปกครองประเทศนั้น
โดย...รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม
ผมเข้าใจว่าการปฏิรูปประเทศของ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” (คสช.) และ “รัฐบาล” ที่มาจากการรัฐประหารยึดอำนาจปกครองประเทศนั้น จะต้องเข้ามาบริหารจัดการประเทศโดยใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพื่อให้เป็นไปตามคำมั่นสัญญาแก่ประชาชนว่าจะเข้ามา “ปัดกวาดประเทศ” อย่างจริงจังและให้สำเร็จตามเป้าหมาย
ในขณะที่ประชาชนได้คาดหวังไว้กับ คสช.และรัฐบาล ว่าจะสามารถปัดกวาดประเทศและแก้ไขปัญหาให้หมดสิ้นไปนั้น แต่ก็ดูเหมือนว่าจะยังคงมีปัญหาที่มีต่อประสิทธิภาพที่ต้องดำเนินการให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดและไม่สามารถตอบโจทย์ในการรัฐประหารได้ เป็นต้นว่า
ประการที่ 1 ยังคงมีกลุ่มปาระเบิดด้วยอาวุธสงคราม ทั้งที่ศาลอาญา ถนนรัชดา กทม.ครั้งล่าสุด แม้ว่าจะจับกุมบุคคลที่กระทำการได้โดยส่วนใหญ่ แต่ตัวการใหญ่ก็ยังลอยนวล และแม้แต่การวางระเบิดที่สยามพารากอนก็เช่นเดียวกัน ยังจับกุมผู้กระทำไม่ได้ และเมื่อพิจารณากลุ่มผู้วางระเบิดก็มีข้อมูลว่าเชื่อมโยงกับกลุ่มวางระเบิดด้วยอาวุธสงครามเช่นเดียวกัน นั่นก็คือ เป็นระเบิดชนิด อาร์จีดี-5 ซึ่งเป็นชนิดเดียวกันกับที่นำมาปาระเบิดก่อเหตุในกรุงเทพฯ มาตั้งแต่ต้นปี 2557 ถึง 21 ครั้ง รวม 67 ลูก ทั้งการกระทำต่อผู้ชุมนุมในเวทีของ กปปส. ตั้งแต่เดือน ม.ค.-พ.ค. 2557 ซึ่งทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและล้มตายไปอีกจำนวนหนึ่ง
เป้าหมายของกลุ่มปาระเบิดและกลุ่มป่วนเมืองเหล่านี้ “เป็นกลุ่มที่ต้องการสร้างความวุ่นวายให้เกิดภาวะรัฐล้มเหลว” ประกอบกับแนวทางของผู้เรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึกก็เช่นเดียวกัน อาจจะเป็นกลลวงให้กลุ่มป่วนเมืองสะสมอาวุธร้ายแรง จะดำเนินกระทำการสร้างความรุนแรงได้ง่ายขึ้น
ประการที่ 2 ยังคงมีกลุ่มที่เคลื่อนไหวดูหมิ่นสถาบัน และกลุ่มที่มีคดีความกับผู้ที่กระทำผิดในการดูหมิ่นสถาบันทั้งที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศ รัฐบาลก็ไม่สามารถจะจัดการจับกุมกลุ่มเหล่านี้ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่ก็กลับยังมีกลุ่มเคลื่อนไหวการดูหมิ่นสถาบันเป็นระยะๆ ประกอบกับการออกมาแจกใบปลิวโจมตีรัฐบาลและ คสช.อย่างต่อเนื่องที่สอดรับกับกลุ่มต่อต้านรัฐประหารและกลุ่มชูสามนิ้ว
จึงอาจกล่าวได้ว่า ทั้งกลุ่มปาระเบิด กลุ่มป่วนเมืองเพื่อสร้างความรุนแรง กลุ่มแจกใบปลิวโจมตีรัฐบาล รวมทั้งกลุ่มหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ หากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่า กลุ่มต่างๆ เหล่านี้กระทำการอย่างเป็นกระบวนการ มีระบบและมีความต้องการทำลายรัฐบาลและ คสช.อย่างโจ่งแจ้ง มีความเชื่อมโยง เป็นกลุ่มเป็นก้อนเดียวกัน โดยเฉพาะการเป็นฐานให้กับกลุ่มอำนาจของรัฐบาลก่อนรัฐประหาร
เป็นที่น่าสังเกตว่าการออกมาสร้างความรุนแรงและกระบวนการป่วนประเทศ ซึ่งกลุ่มผู้กระทำการทุกกลุ่มยังจะมีจังหวะการกระทำมาเป็นระยะๆ และในบางระยะสอดรับกับอดีตนั้นกระทำในช่วงจังหวะเวลาที่คนในรัฐบาลเก่าจะต้องถูกฟ้องคดีถูกถอดถอน โดยเฉพาะคดีจำนำข้าวของอดีตรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และคณะ ที่ถูกฟ้องและกำลังจะดำเนินคดีในชั้นศาล
ประการที่ 3 แม้ว่ารัฐบาลและ คสช. รวมทั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะยังยึดมั่นกับการเสนอกฎหมายให้มีการนิรโทษกรรมกับผู้เกี่ยวข้องทางการเมืองในช่วงที่มีความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548-2557 จะสามารถนำไปสู่การปรองดองหรือลดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมืองได้นั้น ก็ชักจะไม่แน่ใจว่าจะเป็นไปตามนั้นหรือไม่ ในเมื่อการกระทำที่ผ่านๆ มานั้น ก็ยังมีกลุ่มที่มุ่งก่อความรุนแรง ส่อเจตนาสร้างความขัดแย้งอยู่ตลอดเวลา หรือถ้าพูดให้ตรงประเด็นก็คือ “ยังมีความพยายามที่จะทวงอำนาจคืนอยู่ตลอดเวลา” ไม่ว่าจะกระทำโดยวิธีการใดก็ตาม โดยเฉพาะไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติแต่อย่างใด
แม้ผมจะเข้าใจว่าการนิรโทษกรรมให้กับผู้ชุมนุมทางการเมืองกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ใจที่กระทำตามสิทธิในรัฐธรรมนูญทั้งการชุมนุมเรียกร้องในประเด็นต่างๆ และถูกกระทำจากรัฐบาลที่ไม่เป็นธรรม ก็ควรจะนิรโทษกรรมให้กับบุคคลเหล่านี้ และเห็นว่าควรมีหลักเกณฑ์ โดยเฉพาะต้องไม่นิรโทษกรรมกับผู้ที่กระทำความผิดทางอาญา ผู้ที่ถูกศาลตัดสินจำคุก และผู้ที่กระทำการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด และอยู่ในระหว่างดำเนินคดีในชั้นศาล แต่หากการดำเนินการนิรโทษกรรมกระทำการอย่างไม่ระมัดระวังก็จะทำให้เพิ่มความขัดแย้งมากกว่าก่อให้เกิดความปรองดอง
ผมจึงเข้าใจว่าการปัดกวาดประเทศ รัฐบาลและ คสช.ต้องใช้กฎหมายกับผู้ที่กระทำผิดกฎหมายให้เด็ดขาดและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการนำมาลงโทษตามกฎหมาย ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้คนในชาติเห็นและเข้าใจว่าคนทำผิดจะต้องถูกลงโทษ
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ต้องร่วมกันยกย่องคนที่กระทำตนให้เป็นแบบอย่างและไม่กระทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดเป็นข่าวที่ไม่พึงประสงค์ เช่น การที่สนช. และ สปช. แต่งตั้งสามีภรรยาและลูกหรือญาติให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ชำนาญการ และเป็นผู้ช่วยดำเนินการ ก็นับเป็นข่าวที่ไม่ดีและเป็นไปในทางลบ แม้แต่ข่าวเรื่องการเสนอให้ สนช.และ สปช.คงอยู่ในสภาพ “สภาการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ” ก็ถูกมองว่า “หาช่องทางสืบทอดอำนาจ” ซึ่งล้วนเป็นข่าวต่อภาพลบที่มีผลกระทบต่อรัฐบาล
ผมจึงเห็นว่าการปฏิรูปประเทศต้องเป็นการกระทำให้เป็นแบบอย่างโดยไม่ต้องรอรัฐธรรมนูญและกฎหมายก็ทำได้ นั่นก็คือการช่วยกันกระทำตนให้เป็นแบบอย่าง เช่น แบบอย่างของการดำเนินแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง แบบอย่างค่านิยม 12 ประการ แบบอย่างความโปร่งใสและความซื่อสัตย์ และแบบอย่างการมีวินัย เพื่อหยุดยั้งความเลวร้าย ความไร้ระเบียบ และการก่อความรุนแรงของผู้ไม่ประสงค์ดีต่อประเทศชาติให้หมดสิ้นไป







