
แบงก์ชี้ส่งออกทรุด ฉุดจีดีพีปีนี้โตต่ำ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดประมาณการการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้เหลือ 2.8% จากเดิมคาดว่าจะโต 4% ถือเป็นการปรับลดมากกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ก่อนหน้านี้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจเหลือขยายตัว 3.8% จากเดิม 4%
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดประมาณการการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้เหลือ 2.8% จากเดิมคาดว่าจะโต 4% ถือเป็นการปรับลดมากกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ก่อนหน้านี้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจเหลือขยายตัว 3.8% จากเดิม 4%
พิมลวรรณ มหัจฉริยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุถึงสาเหตุที่ปรับลดตัวเลขจีดีพีปีนี้ลงมาก สาเหตุหลักมาจากการส่งออกที่ยังหดตัว โดยคาดว่าจะหดตัวถึง 3.9% และทั้งปีจะไม่เติบโต หรือเติบโต 0% ทำให้ส่งผลกระทบต่อจีดีพีลดลงประมาณ 1%
นอกจากนี้ การบริโภคที่หดตัวส่งผลต่อจีดีพีลดลง 0.6% โดยการบริโภคภาคเอกชนได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ส่งผลให้กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอลง โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อยและเกษตรกร แม้จะมีอานิสงส์จากราคาพลังงานลดลง แต่ก็ไม่สามารถชดเชยได้ ส่วนการลงทุนภาคเอกชนยังชะลออยู่ เพื่อรอดูสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และการลงทุนโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐให้ชัดเจน
ส่วนปัจจัยบวกที่เหนือความคาดหมาย คือ การท่องเที่ยว ที่ฟื้นตัวเร็วกว่าคาด เดือน ม.ค.เพิ่มขึ้น 15.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 วงเงิน 8 หมื่นล้านบาท ของรัฐบาลที่เน้นโครงการระยะสั้น เช่น ซ่อมสร้างถนน ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเร็วกว่าโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาตรวจสอบและเตรียมการลงทุนนาน และยังมีปัจจัยสนับสนุนจากเงินเฟ้อต่ำส่งผลดีต่อการบริโภค
อย่างไรก็ตาม การที่จีดีพียังปรับเป็นบวกได้ เป็นปัจจัยทางเทคนิคจากฐานของปีที่แล้วที่ต่ำในไตรมาสแรกและขยับขึ้นต่อเนื่องไปถึงปลายปี ส่งผลให้ครึ่งแรกปีนี้จีดีพีจะขยายตัวราว 3.5% และครึ่งปีหลังขยายตัวได้ 2% เศษ
พิมลวรรณ ระบุด้วยว่า ต้องจับตาทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ด้วย เพราะหากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น อาจช่วยให้การส่งออกที่ถูกฉุดจากปัจจัยด้านราคาในครึ่งปีแรกจะพลิกกลับมาดีขึ้นได้ในครึ่งปีหลัง เช่นเดียวกับการเบิกจ่ายงบประมาณและงบลงทุนภาครัฐ หากเร่งขึ้นได้ภายในกลางปีจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจได้ โดยเฉพาะงบลงทุนที่ติดขัดขั้นตอนการตรวจสอบความโปร่งใส น่าจะเริ่มปล่อยออกมาได้บ้างช่วงไตรมาส 2
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ลดประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวด้วยกัน ได้แก่ การบริโภคภาคเอกชน เหลือโต 2% จาก 3.1% การลงทุน 5% จาก 6% การส่งออก 0% จาก 3.5% การนำเข้า 3.5% จาก 5.5% เงินเฟ้อทั่วไป 0.5% จาก 1.5% ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปี จากเดิม 70 ปรับลดลงเหลือ 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ทิศทางดอกเบี้ยของไทยจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับประมาณการเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย หากคงการเติบโตไว้ที่ 3.8% อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 1.75% ถึงสิ้นปี แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าเศรษฐกิจยังชะลอตัว และมีโอกาสที่ดอกเบี้ยนโยบายจะลดอีก ขึ้นอยู่กับความชัดเจนในการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐด้วย ส่วนเงินบาทปีนี้มีทิศทางอ่อนค่า สิ้นปีคาดว่าจะอยู่ที่ 34 บาท/เหรียญสหรัฐ
ส่วนปัญหาหนี้ครัวเรือนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เห็นได้จากสินเชื่อเพื่อการบริโภคปรับขึ้นเร็วกว่าสินเชื่อธุรกิจ สะท้อนว่ามีการผลักดันการใช้จ่ายเป็นหลัก โดยคาดว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนปีนี้จะอยู่ที่ 88-89% ของจีดีพี สูงขึ้นจาก 85% ในปีที่แล้ว แต่อัตราเพิ่มชะลอลง 2-3 ปีที่แล้ว และยอดหนี้ที่สูงขึ้นขยับมาอยู่ที่กลุ่มคนรายได้ปานกลางขึ้นไป แทนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่สถาบันการเงินระมัดระวังมากขึ้น
นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนยังมาจากโครงการนาโนไฟแนนซ์ของคลัง ที่มีเป้าหมายให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงแหล่งเงินได้ง่ายขึ้น ทำให้ผู้ที่เคยเป็นหนี้นอกระบบเข้ามาเป็นหนี้ในระบบ







